อี แจ-ยอง ทายาทซัมซุงถูกจับแล้ว ศาลชี้พัวพันให้สินบน

นายอี แจ-ยอง ทายาทผู้บริหารซัมซุงซึ่งเพิ่งถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของซัมซุงเมื่อปีที่ผ่านมา หลังบริษัทประสบปัญหาผลกำไรลดฮวบจากโทรศัพท์รุ่งเรือธงซัมซุง กาแล็กซี่ โน้ต 7 กำลังเผชิญกับวิกฤตรอบใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า หลังเขาถูกจับกุมในข้อหาให้สินบนและยังพัวพันกับคดีอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้อัยการมีเวลาในการควบคุมตัวนายอีเป็นเวลา 20 วัน เพื่อสอบปากคำก่อนที่จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนายอีอย่างเป็นทางการต่อไป

ก่อนหน้านี้นายอีได้เข้าให้ปากคำกับอัยการเกาหลีใต้มาแล้ว 2 ครั้ง รวมถึงยังขึ้นให้ข้อมูลต่อที่ประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าได้ให้สินบทเป็นเงิน 30,000 ล้านวอนแก่ธุรกิจและกองทุนของนางชเว ซุน-ซิล เพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปาร์ค กึน เฮ เพื่อแลกกับการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ในการควบรวมกิจการกับ ซีแอนด์ที คอร์ป และ ชีล อินดัสทรีส์ อิงค์ เมื่อปี 2558 ขณะที่น.ส.ปาร์คก็กำลังเผชิญหน้ากับกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งจากกรณีอื้อฉาวดังกล่าวเช่นกัน

หลังการให้ปากคำครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ของนายอีและผู้บริหารซัมซุงอีกหลายราย ศาลระบุว่าไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการจับกุมตัวนายอี อย่างไรก็ดีในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โฆษกศาลออกแถลงการณ์ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจับกุมตัวนายอีเนื่องจากหลักฐานใหม่ที่พบ ขณะที่นายอี แจ-ยอง และซัมซุงได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยซัมซุงกรุ๊ปได้ออกแถลงการณ์หลังนายอีถูกจับกุมตัวว่า บริษัทจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อให้ความจริงถูกเปิดเผยในการบวนการพิจารณาของศาล

ปัจจุบันนายอีดำรงตำแหน่งรองประธานซัมซุงอิเลคทรอนิคส์ อย่างไรก็ดีหลังบิดาของเขา นายอี คุน-ฮี หัวใจวายเมื่อปี 2557 นายอี แจ-ยอง ถูกมองว่าเป็นประธานบริหารตัวจริงของกลุ่มบริษัทในเครือซัมซุงทั้งหมด

สายลับสวยประหาร! อาวุธลับเกาหลีเหนือพิฆาตศัตรู

มือสังหารหญิง ที่ติดอาวุธด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดี พร้อมอุปกรณ์โจมตีด้วยยาพิษ กำลังเป็นอาวุธลับสำคัญที่ผู้ปกครองเกาหลีเหนือเลือกมาใช้ในการกำจัดศัตรูของตน

เป็นความเห็นที่มาจากนายอัน ชาน-อิล อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโดเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาอยู่เกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1979 และกลายมาเป็นนักวิจารณ์ชื่อดังจากการวิพากษ์ระบอบอำนาจเผด็จการโดยผู้ปกครองคนเดียวในเกาหลีเหนือ หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารชายรายหนึ่งที่สื่อสำนักต่างๆรายงานว่าคือ นายคิม จอง นัม พี่ชายของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกลอบฆ่าขณะกำลังจะขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังมาเก๊า เมื่อช่วงสายของวันจันทร์( 13 ก.พ.) โดยข่าวทุกกระแสชี้เป้ามือสังหารไปที่หญิงผู้ต้องสงสัย 2 คนที่เชื่อว่าเป็นสายลับหญิงของเกาหลีเหนือ ที่ถูกส่งมาให้ใช้ยาพิษในการปลิดชีพพี่ชายต่างมารดาของผู้นำคิม

ส่วนศพผู้ตายจะใช่นายคิม จอง นัม จริงหรือไม่ แล้วใครเป็นคนสั่งฆ่า และมีแรงจูงใจใดในการสั่งฆ่า คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา ที่รอการคลายปมอยู่

ประเด็นหนึ่งที่เป็นน่าสนใจในตอนนี้ คือ วิธีการใช้สายลับลอบสังหาร ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่นิยมใช้กันในยุคหลังสงครามเย็น

นายอัน ชาน-อิล บอกว่า สายลับหญิงที่เชื่อว่าสามารถเข้าถึงหัวใจศัตรูได้ดีกว่า ถูกเลือกมาใช้เป็นอาวุธลับแทนสายลับชายมากขึ้นในการกำจัดเป้าหมาย โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สายลับชายของเกาหลีเหนือมักถูกใช้ให้ไปทำงานด้านการรวบรวมข่าวกรอง หรือคอยติดต่อประสานงานกับสายลับคนอื่นๆมากขึ้น ส่วนสายลับหญิงเกาหลีเหนือ “ถูกฝึกให้เป็นมือสังหาร โดยใช้ยาพิษ”

“พวกเธอสามารถซุกซ่อนเข็มฉีดยาพิษขนาดเล็กที่ทำจากพลาสติกติดตัวเอาไว้ได้อย่างง่ายๆ ทั้งในแท่งลิปสติก เครื่องสำอาง หรือ ใต้เสื้อผ้า โดยการใช้เครื่องมือที่ทำจากพลาสติกทำให้รอดพ้นจากเครื่องตรวจจับวัตถุที่สนามบินได้ง่ายด้วย” นายอันกล่าว

และว่า การมีรูปร่างหน้าตาดี เป็นคุณสมบัติจำเป็นสำหรับสายลับหญิง แต่จะแตกต่างไปจากเวทีความงาม หญิงสาวที่รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งไม่ได้เป็นแบบอย่างที่เหมาะกับการจะมาเป็น “มือสังหาร” ที่จำเป็นจะต้องใช้ร่างกายในการติดต่อสัมผัสกับเป้าหมาย

แต่ก่อนที่สายลับหญิงเหล่านี้จะเริ่มทำงานได้ พวกเธอจะต้องเข้ารับการฝึกเป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการทำงานที่ต้องใช้พละกำลังอย่างมาก การฝึกทักษะการต่อสู้ การสอดแนมและการใช้อาวุธต่างๆ ตลอดจนเข้าคอร์สเรียนภาษา

ขณะที่ตำรวจมาเลเซียที่เป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุกำลังสอบปากคำหญิงต้องสงสัย 2 ราย ที่รายหนึ่งถือพาสปอร์ตเวียดนาม และอีกรายถือพาสปอร์ตอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจับกุมหลังการฆาตกรรมชายที่เชื่อว่าเป็นนายคิม จอง นัม

นายอัน ชาน-อิล ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะหากมือสังหาร เป็นสปายเกาหลีเหนือจริง “เธอควรจะต้องทำให้ตัวเองหายตัวไป หรือจะต้องฆ่าตัวตาย หากตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกจับตัวได้”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะอยู่นอกตำราสายลับ!

ที่ผิดไปจากสายลับเกาหลีเหนือ 2 คน ที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกัดแคปซูลบรรจุสารพิษไซยาไนด์ ซึ่งซ่อนอยู่ในมวนบุหรี่ หลังจากพวกเขาถูกจับตัวได้ที่ประเทศบาห์เรนในปี 1987 หลังก่อเหตุระเบิดเครื่องบินเกาหลีใต้ โดยสายลับชายตายในทันที

ส่วนคิม ฮยอน-ฮี สายลับหญิง รอด! ที่ภายหลังถูกนำตัวมายังกรุงโซล โดยเธอรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุวินาศกรรมเครื่องบินของเกาหลีใต้ เพื่อหวังจะขัดขวางการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพในปี 1988…

มาเลย์เผยพร้อมคืนศพ’คิม จอง นัม’ให้โสมแดง ยันมีคำขอมาจริง ย้ำไม่กระทบสัมพันธ์ทางการทูต

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายอาหมัด ซาฮิด ฮามีดี รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเปิดเผยว่า มาเลเซียจะคืนศพของนายคิม จอง นัม วัย 45 ปี พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ตามคำร้องขอของรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการที่มีอยู่

นายซาฮิดยืนยันในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังการประชุมหารือกับบรรดาผู้นำทางธุรกิจในภูมิภาคว่า ทางการเกาหลีเหนือยื่นคำร้องดังกล่าวมาจริง โดยกล่าวว่า “เราจะช่วยอำนวยความสะดวกตามคำขอของรัฐบาลต่างชาติ แม้ว่าจะมีขั้นตอนกระบวนการที่ต้องปฏิบัติตาม นโยบายของเราคือ เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับรัฐบาลต่างชาติ”

นายซาฮิดยังยืนยันอย่างเป็นทางการด้วยว่า ชายคนดังกล่าวที่ถูกลอบสังหารที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์คือ นายคิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน จริง โดยก่อนหน้านี้ตำรวจมาเลเซียไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่อ้างถึงนายจอง นัม ในการแถลงอย่างเป็นทางการว่าเป็นชายชาวเกาหลีเหนือรายหนึ่งเท่านั้น

นายซาฮิดเปิดเผยว่า นายจอง นัม มีเอกสารยืนยันตัวตน 2 ฉบับ โดยเป็นไปได้ว่าฉบับหนึ่งเป็นพาสปอร์ตปลอมเพื่อปกปิดตัวตน และอีกฉบับหนึ่งเป็นพาสปอร์ตจริง

ทั้งนี้ สื่อเกาหลีใต้เชื่อว่า นายจอง นัม เดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้พาสปอร์ตที่ระบุชื่อว่าคิม ชอล ซึ่งเป็นหนึ่งในนามแฝงของเขา

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การลอบสังหารนายจอง นัม ครั้งนี้จะกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศหรือไม่ นายซาฮิดตอบว่า “ไม่ เราจะยังคงความสัมพันธ์อันดี และต้องการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นกับประเทศที่มาเปิดสถานทูตที่มาเลเซีย