จียอน ยอมรับเครียดชักเกร็งกลางกอง ไม่เคยดูถูกอาชีพตลก

มีกระแสดราม่ารุมเร้าไม่เว้นวันเลย สำหรับนักแสดงสาว “ซอ จียอน” ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่เบี้ยวคิวกองละครหรือประเด็นถูกปลดจากรายการ ก่อนบ่ายคลายเครียด จนทำให้เจ้าตัวเครียดหนักชักกลางกอง ได้เจอเจ้าตัวที่มาออกงานอีเว้นท์ จียอนก็ขอเคลียร์ว่าที่ตนไม่อยากร่วมงานกับ กอล์ฟ เบญจพล ยันไม่เป็นความจริงเพราะยังมีการพูดคุยกันปกติ “ก็เป็นครั้งแรกที่ตัวเองมีอาการชักขนาดนี้ คุณหมอบอกว่าเป็นอาการของโรค Hyperventilation คือภาวะหายใจได้ไม่เต็มที่ ก็เลยต้องทำออกซิเจนในร่างกายมีน้อยลง สาเหตุก็เพราะว่าพักผ่อนน้อยหรือมีความเครียด ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเครียดง่ายด้วยค่ะ คือเกี่ยวกับกระแสข่าวช่วงนี้ด้วย เป็นครั้งแรกที่โดนแบบนี้ ตัวเองก็ยังงง ตัวเองทำอะไรผิด เอาไปทบทวนตัวเอง”

“ก่อนหน้านี้มีอาการชาตัวเล็กน้อยค่ะ ก่อนจะมีอาการวูบล้ม ส่วนความดันก็พุ่งไปแตะที่ 170 กว่า พอเห็นตัวเองชักเกร็งหนักมากๆ ก็ยิ่งกลัวว่าตัวเองจะเป็นอะไรหรือเปล่า คุณหมอว่าถ้าหนักกว่านี้อาจจะถึงขั้นกัดลิ้นตัวเองได้ ตอนนี้เลยต้องห้ามเครียด พักผ่อนเยอะๆ ได้นอนโรงพยาบาลแปปเดียว แล้วก็ออกมาทำงานต่อค่ะ” “อันที่จริงคุณหมออยากให้พักสัก 2-3 วัน แต่มีคิวงานจริงๆ เลยต้องออกมาทำงานต่อ คุณหมอก็เตือนว่า ถ้าเป็นแบบนี้อีกครั้งหน้าอาการหน้าจะหนักขึ้น คือตอนนี้ก็พยายามค่ะ เพราะเราพักผ่อนเต็มที่ไม่ได้เลย งานเยอะมีทุกวัน คิดว่าจะเริ่มปล่อยวาง หรือไม่เก็บมาเครียดค่ะ” “ส่วนประเด็นที่ไม่อยากร่วมงานกับ พี่กอล์ฟ เบญจพล คือไม่เคยบอกเลยว่า ไม่อยากร่วมงานกับพี่ คือส่วนตัวยังไม่รู้ว่าจะต้องแสดงคู่กับพี่กอล์ฟด้วยซ้ำ คงเป็นการสื่อสารที่มันเข้าใจกันมากกว่า ตอนที่เราได้รับบรีฟตัวละครมาเป็นอีกแบบหนึ่ง พอเราไปถึงกองถ่าย เจอพี่กอล์ฟก็ยังสวัสดีทักทายตามปกติ แต่พออยู่ๆ ก็มาเปลี่ยนบทของเรา ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากร่วมงานกับพี่กอล์ฟ เพราะเราก็เคยทำงานด้วยกันมาแล้วและยังเจอกันอยู่”

“ดราม่าเรื่องไม่อยากติดภาพเป็นตลกคาเฟ่ คือไม่ใช่เลย เพราะอย่างนั้นตนคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ไม่รับงานแบบนั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว ตนยังต้องขอบคุณ อาเป็ด เชิญยิ้ม ด้วยซ้ำที่ให้โอกาสเรา ทุกวันนี้มีชื่อเสียงเพราะการเป็นนักแสดงตลก ตนไม่เคยบอกเลยว่า เราเกลียดเป็นการเป็นนักแสดงตลก” “เรื่องคิวกับรายการตลก เราไม่ได้ถูกปลด คือเราได้คุยกับทางผู้ใหญ่แล้ว แต่คิวไม่ลงตัวจริงๆ เราคุยกันดีมากค่ะ แล้วก็ไม่เกี่ยวกับกระแสที่เราไม่อยากเป็นดาราตลกด้วย ทางผู้ใหญ่ก็แนะนำว่าให้เราพักก็ได้ ถ้ามีเวลาหรือโอกาสก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งก็ได้ คือช่วงนี้คิวงานเยอะจริงๆ เราไม่เคยเบี้ยวคิวงานอยู่แล้วค่ะ”

แพท เครียดข่าว ผจก.ไม่แน่ใจ ทุกบาททุกสตางค์นักแสดงได้จากการทำงานเองมั้ย

จากข่าวที่ออกมาทั่วบ้านทั่วเมืองว่านักแสดงสาว แพท ณปภา ตันตระกูล ถูกเรียกตัวเข้ามาสอบปากคำหลังจากที่ตำรวจตรวจสอบพบว่า มีเงินหมุนเวียนในบัญชีถึง 30 ล้านบาท หลังจากที่สามีของแพท เบนซ์ เรซซิ่ง หรือ อัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาสมคบคิดและฟอกเงินกับตำรวจ บช.ปส. หลังพบความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน โดยในรอบ 2 ปี มีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารมากถึง 100 ล้านบาท ก่อนได้ประกันตัวในชั้นศาล

เพราะเหตุนี้จึงทำให้สาวแพท ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถูกเรียกตัวมาสอบปากคำเพิ่มด้วย เนื่องจากพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีถึง 30 ล้านบาท บันเทิงไทยรัฐออนไลน์จึงได้ติดต่อสอบถามไปยังแพท ณปภา เพื่อสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว แต่แพทไม่รับสายตลอดทั้งวัน จึงได้ติดต่อสอบถามไปยัง เก่ง จิรัฏฐนนท์ จันโยธา ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาวแพท ณปภา เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวดังกล่าว ซึ่ง เก่ง เปิดเผยกับบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ว่า

“เรื่องเงินในบัญชี 30 ล้านบาท อันนี้พี่ไม่ทราบนะคะ เพราะพี่ไม่ใช่เจ้าของบัญชี และไม่ได้ถามแพทว่าเอาเงิน 30 ล้านนี้มาจากใคร ใครให้ ทำงานอีเวนต์ได้เงินมาเท่าไหร่ เล่นละครได้มาเท่าไหร่ หรือว่าอย่างไร พี่ไม่ได้ยุ่งเรื่องนี้ของแพท แต่ถามว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของแพทได้มาจากการทำงานด้วยตัวเองนั้น พี่ก็ไม่กล้ายืนยันนะ เพราะไม่เคยถามกันจริงๆ ส่วนเรื่องคดีที่ถูกเรียกเข้าไปให้ปากคำ ก็มีคุยกันบ้าง แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมากมาย ถามว่าแพทเครียดกับข่าวนี้หรือไม่ แพทไม่เครียดเรื่องข่าวค่ะ แต่เครียดกับการเขียนข่าวมากกว่า ส่วนเรื่องจะเข้าไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมั้ย ไปค่ะ ไปตามหน้าที่ แต่ถ้าอยากทราบรายละเอียดอันนี้ก็ตอบไม่ได้ นักข่าวน่าจะรู้ดีกว่าเรานะ ว่าเราจะไปวันไหน”

ไม่โสด!! ซะแล้ว ‘เมโกะ’ เขินหนัก!!

“‘เมโกะ” ชนนิกานต์ เขินหนัก ถูก “ออฟ” จุมพล คุกเข่าง้อ ขอคืนดีใน Love Songs Love Series ตอน ยังโสด บนโลกนี้คงไม่มีใครอยากโสดแบบไร้คู่ จนหัวใจต้องหดหู่ หม่นหมองนานหรอก ก็เหมือนกับสาวยังโสดแบบโอ (“เมโกะ” ชนนิกานต์) ในซีรีส์เรื่อง ‘Love Songs Love Series ตอน ยังโสด’ ต้องหัวใจต้องอ่อนระทวย เมื่ออดีตคนรักเก่าอย่างเนม (“ออฟ” จุมพล) ลงทุนคุกเข่าง้อ ขอคืนดี งานนี้ทำเอาสาวๆ หลายคนตาร้อนเป็นไฟแน่ๆ

เป็นฉากที่โอ (เมโกะ) เดินมาพร้อมแก๊งค์เพื่อนสาวยังโสดอย่างเหมย (นิต้า) ,มุข (พัดพัด) และแพร (แพร) โอเขินหนักเมื่อเจอเนม(ออฟ) มาดักรอเธอ เพื่อปรับความเข้าใจ ก่อนที่เนมจะลงทุนคุกเข่ายื่นช่อดอกไม้กุหลาบสีแดงมาง้อขอคืนดีกับเธออีกครั้ง ผู้กำกับเค-ไชยณรงค์ แต้มพงษ์ ยกกองถ่ายไปปักหลักถ่ายทำบริเวณใต้อาคารวิชาการบิน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พร้อมสั่งทีมงานเตรียมช่อดอกกุหลาบสีแดงสดไว้สำหรับเข้าฉากน่ารักๆ ก่อนจะเรียกนักแสดงทุกคนมาหน้าเซ็ตเพื่อซ้อมบล็อคกิ้งคิว หนุ่มออฟซ้อมคุกเข่าง้อเมโกะอยู่หลายรอบ จนแก๊งค์สาวๆ นิต้า ,พัดพัด และแพร แอบแซวว่าชีวิตจริงง้อสาวแบบนี้ไหม เล่นเอาหนุ่มออฟเกิดอาการเขินเลยทีเดียว

ถึงเวลาถ่ายจริงเมโกะเดินมาพร้อมนิต้า ,พัดพัด และแพร จนมาเจอกับออฟ ที่แอบดักรอเจอตนเองพอดี เมื่อเพื่อนเห็นเช่นนั้นก็ปล่อยให้เมโกะอยู่กับออฟสองต่อสอง ด้านออฟไม่รอช้ารีบเดินหน้าง้อและขอโอกาสจากเมโกะทันที ฟากเมโกะยังลังเลใจกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยความเจ็บอีกครั้ง เมื่อออฟเห็นว่าเมโกะยังคงใจแข็งอยู่ ก็ไม่ยอมแพ้ฮึดสู้ด้วยการตัดสินใจลงทุนคุกเข่ากับพื้น พร้อมยื่นดอกกุหลาบสีแดงสดช่อโตเป็นการง้อและขอโทษ งานนี้โอจะยอมยกโทษ และกลับไปคืนดีกับเนมหรือไม่?

กอล์ฟ อยากสู่ขอใจจะขาด สินสอด ขวัญ บอกแล้วแต่จะเห็นคุณค่า

รักสตรอง! ซัพพอร์ตกันทุกเรื่องหนุ่ม กอล์ฟ-พิชญะ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ NETZ ลูมิเนสเซ็นต์ โปรตีนใยแมงมุมที่เจ้าตัวทุ่มเต็มที่ หวานใจสาว ขวัญ-อุษามณี ก็มาให้กำลังใจพร้อมคุณแม่เลยจับ กอล์ฟ-ขวัญ มาสัมภาษณ์คู่ ขวัญ หยอดว่า “ถึงพี่กอล์ฟทำมา ขวัญก็เป็นเจ้าของอยู่ดี (หัวเราะ) เงินพี่กอล์ฟก็เหมือนเงินขวัญส่วนเงินขวัญก็คือเงินขวัญ” ออกตัวแบบนี้คือหยอดให้กอล์ฟมาขอหรือเปล่า?กอล์ฟ ชิงตอบก่อนกว่า “ผมอยากจะขอใจจะขาดอยู่แล้ว แต่อยากให้ทุกอย่างพร้อมก่อน ถ้าทุกอย่างพร้อมกอล์ฟก็อยากดูแลผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ซึ่งก่อนจะถึงวันนั้นกอล์ฟต้องมีความมั่นคงก่อน ตอนนี้ก็สู้และพยายามเต็มที่” ทำงานหนักขนาดนี้เตรียมเก็บเงินไปขอน้องใช่มั้ย? “ก็เตรียมสำหรับอนาคตทั้งของตัวเองและครอบครัวด้วย” ขวัญคิดสินสอดแพงมั้ย?ขวัญ “แล้วแต่พี่กอล์ฟเค้าจะเห็นคุณค่าขวัญยังไง (หัวเราะ)”

วันเกิดแม่ขวัญล่าสุดให้ของขวัญอะไร?กอล์ฟ “กะว่าจะเซอร์ไพรส์ตอนกลางคืนก็เลยแวะเอาเค้กกับของขวัญไปให้เป็นกระเป๋าที่มีใบเดียวในโลก แต่มีเพิ่มอีกใบเพราะคุณแม่อยากได้ด้วย กอล์ฟสั่งตัดจากโรงงานของตัวเองให้ คุณแม่ก็ดีใจและชอบ ส่วนวันเกิดขวัญที่ผ่านมาก็ต้องทำให้ตรงกันข้ามกัน ขวัญเค้าจัดใหญ่ให้กอล์ฟแล้วกอล์ฟเลยขอจัดเล็กๆแต่อบอุ่น” ขวัญ “ไม่อบอุ่นค่ะ ไดร์ผมไปสวยเลยแต่พอขึ้นไปกินข้าวข้างบนลมก็ตีจนผมกระเจิง เค้าก็อยากโรแมนติกพาขึ้นไปกินอาหารบนชั้นดาดฟ้าแต่ไม่รู้ทางขึ้น แถมจอดรถผิดฝั่งจากที่ใส่ส้นสูงไปพอเดินผ่านห้างต้องซื้อรองเท้าแตะมาเปลี่ยนเพราะไกลมาก”

มีของขวัญอีกมั้ย?กอล์ฟ “มีครับ ซื้อกระเป๋าสตางค์ให้ก็ใส่เงินก้นถุงไว้นิดหน่อย” ซื้อของให้กันบ่อยคนเลยมองว่าเป็นคู่รักสายเปย์?ขวัญ “มันก็ไม่แปลกอะไรถ้าเรารักใครก็ต้องการให้คนนั้นมีความสุขได้ใช้ของที่เค้าชอบ มันไม่ได้เป็นวัตถุ แต่มันปรับเปลี่ยนมาเป็นคุณค่าทางจิตใจมากกว่า”.

ป๊อก-สายป่าน’ดราม่าน้ำตาท่วมจอ

เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กับละครเรื่อง “ป่ากามเทพ” ทางช่อง GMM25 พอ รำพร (ป๊อก -ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์) แน่ใจแล้วว่า อาชา (ไนกี้ – นิธิดล ป้อมสุวรรณ) และเคลีย (สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข) มีใจให้กันอย่างห้ามไม่ได้ ฉะนั้นไม้ตายสุดท้ายที่จะดึงอาชาออกจากเคลียนั่นคือการไล่เคลียออกจากบ้าน เรียกว่าเป็นฉากที่เชือดเฉือดอารมณ์สุดๆ ของ ป๊อกและสายป่าน สองนักแสดงเจ้าแม่ดราม่ามารับส่งอารมณ์กันแบบใส่เต็ม

โดยฉากนี้เป็นตอนที่ รำพร รู้และเห็นจะกับตาว่า อาชา กับ เคลีย ยังรักและห่วงใจกันอยู่ แถมโชว์จูบตอกย้ำสัมพันธ์รักอย่างชัดเช่น รำพรเสียใจมาก วางแผนให้อาชาไปทำธุระนอกบ้านให้ แล้วใช้โอกาสนี้คุยและตกลงกับเคลีย ก่อนที่จะไล่เคลียออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี ป๊อก กับ สายป่าน เดินออกไปทำอารมณ์กันคนละมุมเพื่อทบทวนบทพูดของตัวเอง พอทั้งคู่ทำอารมณ์ได้แล้ว ผู้กำกับ กู่ เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข ให้ป๊อกกับสายป่านเล่นบิ้วท์อารมณ์กันอีกรอบ และซ้อมมุมกล้องรับส่งจังหวะของทั้งคู่ ป๊อกนัดแนะกับสายป่านว่าจะผลักเบาๆ สายป่านเลยเสนอไอเดียให้ป๊อกจับกดหัวตัวเองได้เลยเพื่อความสมจริงตามอารมณ์ตัวละคร ซ้อมกันจนทุกอย่างพร้อม กล้องถ่ายจริงทันที

เริ่มที่ สายป่าน กำลังเดินไปซักผ้า ป๊อกตามเข้ามาถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสายป่านกับไนกี้ สายป่านอึ้งที่ป๊อกรู้และเห็นทุกอย่าง ป๊อกเลยตบหน้าสายป่าน แล้วกดและผลักหัวสายป่านกระแทกเครื่องซักผ้า ตามที่ตกลงกันไว้ ป๊อกโกรธมากด่าไปร้องไห้ไป อย่างเจ็บปวด สายป่านเองก็ค่อยๆ คลานเข้าไปกอดขาป๊อกอ้อนวอนขอโทษ ยกมือไหว้ พยายามอธิบายเรื่องราวด้วยเสียงสั่นเครือ ป๊อกไม่ฟังดันตัวสายป่านออกไปสะบัดขาจนสายป่านกระเด็น สายป่านร้องไห้สะอึกสะอื้น ป๊อกยื่นคำขาดไล่สายป่านออกจากบ้าน แล้วเดินหนีทิ้งให้สายป่านนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ผู้กำกับสั่งคัท ป๊อกรีบวิ่งกลับมาดูสายป่านทันทีเพราะตอนสลัดขา ไม่รู้เผลอโดนหน้าสายป่านหรือเปล่าเพราะยั้งไม่อยู่ด้วยมันอารมณ์พาไปเลยใส่เต็มที่

น้ำตาล’รับ ‘แม่กิ๊บ’เครียด คนรุมด่าลูกสาวเนรคุณ

เจอกระแสดราม่าไม่เว้นแต่ละวันสำหรับสาว น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 หลังก่อนหน้านี้มีนางงามรุ่นพี่แทคทีมกันออกมาโพสต์เหน็บแนม จนชาวเน็ตรุมยัดเยียดข้อหาเนรคุณให้กับสาวน้ำตาล แว่วว่าทำเอา แม่กิ๊บ-ชุติกาญจน์ แม่ของสาวน้ำตาลถึงกับเครียดเลยทีเดียว ล่าสุดมีโอกาสเจอตัวทั้งคู่เลยต้องรีบถามถึงเรื่องนี้ทันที

น้ำตาล เผยว่า เรื่องดราม่าต่าง ๆ จริง ๆ เป็นเรื่องเข้าใจผิด ตาลไม่ได้เก็บมาคิดอะไรมาก เพราะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ บางทีเขาอาจจะไม่ได้หมายถึงตาลก็ได้ การโพสต์ต่าง ๆ อาจจะเป็นวลีเด็ดของพี่เขาก็ได้ ตาลไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะสนุกกับการทำงานในทุกๆวัน กับพี่แก้ม-กวินตรา ตาลก็เคารพเขาในฐานะรุ่นพี่นางงามเหมือนเดิม ส่วนคุณแม่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยโอเคที่มีคนมาว่าเราเนรคุณ เพราะก็เป็นคำที่แรง เป็นใครก็รับไม่ได้ ก็แอบเป็นห่วงความรู้สึกคุณแม่เหมือนกัน เขาก็เครียด แต่เราก็ให้กำลังใจกัน ส่วนพี่ออน-ชิชญาสุ (ผู้จัดการกองประกวด) เดี๋ยวถ้าเจอจะถ่ายรูปสยบข่าวมาให้ดูเลยค่ะ

ด้าน แม่กิ๊บ เผยว่า แม่ก็ให้กำลังใจ บอกลูกไม่ต้องคิดมาก ทุกอย่างไม่มีอะไรเลย เรื่องที่ว่าจะฉีกสัญญา คือน้องไม่ได้ดูแลเรื่องสัญญา แม่กับพ่อเป็นคนดูแลให้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะอยู่ในตำแหน่งตามสัญญา 1 ปี และเล่นหนังอีก 2 ปี รวมทั้งหมดเป็น 3 ปี แม่ยังงงเลยว่าเรื่องฉีกสัญญามาจากไหน ส่วนเรื่องการรับงานของน้องแม่จะรับรู้ทุกงาน แล้วทางกองจะเป็นคนคัดกรองเองว่าสมควรจะให้น้องรับหรือไม่ อย่างถ้าพี่นุ่มหรือพี่ข้าวปุ้นหางานให้น้อง ก็จะต้องผ่านกองประกวดก่อน ถ้ากองอนุมัติก็ทำงานร่วมกัน ส่วนแบ่งก็ได้เท่า ๆ กัน ที่ผ่านมาน้องก็ไม่เคยมาร้องไห้กับแม่ แล้วแม่กับออนก็ยังคุยกันทุกวัน ความสัมพันธ์ก็ยังเหมือนเดิม ส่วนคนที่ว่าลูกแม่ว่าเนรคุณ คือแม่สอนลูกแม่เสมอว่าคำว่าเนรคุณใช้กับพ่อกับแม่ คนที่ให้ชีวิตกับเราก็คือคนที่มีพระคุณกับเรา แต่เราก็ไม่สามารถห้ามความคิดของคนได้ ก็ปล่อยให้เขาคิดไป อะไรที่ไม่ใช่เรื่องจริงก็ไม่ต้องไปคิดมาก.

อวสาน “แบล็กเบอร์รี”

อวสาน ‘แบล็กเบอร์รี’? ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาสล่าสุดเหลือ ‘0.0 เปอร์เซ็นต์’

เว็บไซต์บิสซิเนส อินไซเดอร์รายงานว่า หมดยุคแบล็กเบอร์รีแล้ว โดยส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทในตลาดสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 0.0 เปอร์เซ็นต์อย่างเป็นทางการในตอนนี้

รายงานของการ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยด้านการตลาดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ระบุว่า ในไตรมาส 4 ของปี 2559 มีสมาร์ทโฟนจำหน่ายไปได้ 432 ล้านเครื่องทั่วโลก ในจำนวนนี้เป็นแบล็กเบอร์รีที่ใช้ระบบปฏิบัติการของตนเอง 207,900 เครื่อง

ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า บริษัทสมาร์ทโฟนสัญชาติแคนาดามีส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมดน้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ (โดยตัวเลขที่ชัดเจนคือ 0.0481 เปอร์เซ็นต์)

ขณะที่การ์ทเนอร์ระบุว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิลจำหน่ายไปได้ 352.7 ล้านเครื่องในไตรมาสดังกล่าว คิดเป็น 81.7 เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ 2 ได้แก่ ไอโอเอสของแอปเปิลที่จำหน่ายไปได้ 77 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 17.9 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม แบล็กเบอร์รียังจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ด้วย อาทิ รุ่น ดีเทก60 (DTEK) และพรีฟ (Priv) ที่ไม่รวมอยู่ในยอดขาย 207,900 เครื่องดังกล่าว แต่ข้อมูลของการ์ทเนอร์ยืนยันให้เห็นว่า ระบบปฏิบัติการที่ครั้งหนึ่งสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเองในแบบที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้คู่แข่งถึงกาลอวสานลงแล้ว

ขณะเดียวกันกูเกิลครองแชมป์ด้านส่วนแบ่งการตลาดจากการที่เปิดให้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์แบบโดยไม่คิดเงิน ทำให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นตัวเลือกของสมาร์ทโฟนราคาถูกในประเทศอย่างอินเดียและจีน ส่วนแอปเปิลให้ไอโอเอสของตนเป็นระบบปิดและสร้างมาตฐานให้มีราคาสูง โดยจำกัดการเข้าถึงแต่สร้างกำไรให้ได้มากที่สุด

ข่าวระบุว่า ในยุคก่อนสมาร์ทโฟน แบล็กเบอร์รีถือเป็นโทรศัพท์มือถือที่เป็นตัวเลือกของมืออาชีพ และยังได้ชื่อเล่นว่า “แคร็กเบอร์รี” (คำว่าแคร็กมาจากแคร็กโคเคนที่หมายถึงโคเคนผงที่ใช้วิธีสูดดมในการเสพ) จากการที่ใครได้ใช้เป็นต้องติดงอมแงมเหมือนติดยาเสพติด ด้วยเหตุผลที่มีแป้นคีย์บอร์ดแบบเต็ม และฟังก์ชั่นในการรับส่งอีเมล์และข้อความสนทนาที่ไม่มีใครเทียบได้

ทว่าหลังการมาถึงของไอโฟน แอปเปิลได้ช่วงชิงบัลลังก์ไป ทำให้แบล็กเบอร์รีสูญเสียความรุ่งโรจน์ไปอย่างรวดเร็ว และยอดขายลดลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่นั้น

อี แจ-ยอง ทายาทซัมซุงถูกจับแล้ว ศาลชี้พัวพันให้สินบน

นายอี แจ-ยอง ทายาทผู้บริหารซัมซุงซึ่งเพิ่งถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของซัมซุงเมื่อปีที่ผ่านมา หลังบริษัทประสบปัญหาผลกำไรลดฮวบจากโทรศัพท์รุ่งเรือธงซัมซุง กาแล็กซี่ โน้ต 7 กำลังเผชิญกับวิกฤตรอบใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า หลังเขาถูกจับกุมในข้อหาให้สินบนและยังพัวพันกับคดีอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้อัยการมีเวลาในการควบคุมตัวนายอีเป็นเวลา 20 วัน เพื่อสอบปากคำก่อนที่จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนายอีอย่างเป็นทางการต่อไป

ก่อนหน้านี้นายอีได้เข้าให้ปากคำกับอัยการเกาหลีใต้มาแล้ว 2 ครั้ง รวมถึงยังขึ้นให้ข้อมูลต่อที่ประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าได้ให้สินบทเป็นเงิน 30,000 ล้านวอนแก่ธุรกิจและกองทุนของนางชเว ซุน-ซิล เพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปาร์ค กึน เฮ เพื่อแลกกับการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ในการควบรวมกิจการกับ ซีแอนด์ที คอร์ป และ ชีล อินดัสทรีส์ อิงค์ เมื่อปี 2558 ขณะที่น.ส.ปาร์คก็กำลังเผชิญหน้ากับกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งจากกรณีอื้อฉาวดังกล่าวเช่นกัน

หลังการให้ปากคำครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ของนายอีและผู้บริหารซัมซุงอีกหลายราย ศาลระบุว่าไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการจับกุมตัวนายอี อย่างไรก็ดีในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โฆษกศาลออกแถลงการณ์ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจับกุมตัวนายอีเนื่องจากหลักฐานใหม่ที่พบ ขณะที่นายอี แจ-ยอง และซัมซุงได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยซัมซุงกรุ๊ปได้ออกแถลงการณ์หลังนายอีถูกจับกุมตัวว่า บริษัทจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อให้ความจริงถูกเปิดเผยในการบวนการพิจารณาของศาล

ปัจจุบันนายอีดำรงตำแหน่งรองประธานซัมซุงอิเลคทรอนิคส์ อย่างไรก็ดีหลังบิดาของเขา นายอี คุน-ฮี หัวใจวายเมื่อปี 2557 นายอี แจ-ยอง ถูกมองว่าเป็นประธานบริหารตัวจริงของกลุ่มบริษัทในเครือซัมซุงทั้งหมด

พล.ร.ท.โรเบิร์ต ฮาร์วาร์ด ปฏิเสธเก้าอี้ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในรบ.ทรัมป์

ความปั่นป่วนวุ่นวายในการคัดสรรทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ยังคงไม่ยุติ หลังจากที่เมื่อต้นสัปดาห์นายไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ

ต้องลาออกจากตำแหน่งที่เพิ่งเข้ารับหน้าที่ได้เพียง 1 สัปดาห์ เพราะถูกกล่าวหาว่าได้มีการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหรัฐ โดยไม่ได้แจ้งรายละเอียดที่ถูกต้องให้ฝ่ายบริหารทราบ

ล่าสุดพล.ร.ท.โรเบิร์ต ฮาร์เวิร์ด อดีตนายพลเกษียณ ซึ่งทรัมป์ได้เลือกให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ ก็ออกมาปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า พล.ร.ท.ฮาร์เวิร์ดปฏิเสธข้อเสนอโดยให้เหตุผลด้านครอบครัวและพันธกรณีทางการเงิน แต่สื่อสหรัฐรายงานว่าประเด็นที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ฮาร์เวิร์ดต้องการนำทีมของตนเองเข้ามาทำงานมากกว่า

อย่างไรก็ดีประธานิบดีทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสื่อที่ว่า ทำเนียบขาวเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย และยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของเขากำลังเดินหน้าทำงานเหมือนเครื่องยนต์ที่กำลังอยู่ในระหว่างปรับแต่ง ขณะที่ฮาร์เวิร์ดก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า รัฐบาลทรัมป์ได้อำนวยความสะดวกให้กับเขาทุกด้าน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นส่วนตัวล้วนๆ แต่เมื่อถูกถามเรื่องที่ว่าเขาต้องการนำทีมของตนเองเข้ามา ฮาร์เวิร์ดก็ระบุว่า นั่นเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีจะจัดการ

สายลับสวยประหาร! อาวุธลับเกาหลีเหนือพิฆาตศัตรู

มือสังหารหญิง ที่ติดอาวุธด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดี พร้อมอุปกรณ์โจมตีด้วยยาพิษ กำลังเป็นอาวุธลับสำคัญที่ผู้ปกครองเกาหลีเหนือเลือกมาใช้ในการกำจัดศัตรูของตน

เป็นความเห็นที่มาจากนายอัน ชาน-อิล อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโดเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาอยู่เกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1979 และกลายมาเป็นนักวิจารณ์ชื่อดังจากการวิพากษ์ระบอบอำนาจเผด็จการโดยผู้ปกครองคนเดียวในเกาหลีเหนือ หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารชายรายหนึ่งที่สื่อสำนักต่างๆรายงานว่าคือ นายคิม จอง นัม พี่ชายของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกลอบฆ่าขณะกำลังจะขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังมาเก๊า เมื่อช่วงสายของวันจันทร์( 13 ก.พ.) โดยข่าวทุกกระแสชี้เป้ามือสังหารไปที่หญิงผู้ต้องสงสัย 2 คนที่เชื่อว่าเป็นสายลับหญิงของเกาหลีเหนือ ที่ถูกส่งมาให้ใช้ยาพิษในการปลิดชีพพี่ชายต่างมารดาของผู้นำคิม

ส่วนศพผู้ตายจะใช่นายคิม จอง นัม จริงหรือไม่ แล้วใครเป็นคนสั่งฆ่า และมีแรงจูงใจใดในการสั่งฆ่า คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา ที่รอการคลายปมอยู่

ประเด็นหนึ่งที่เป็นน่าสนใจในตอนนี้ คือ วิธีการใช้สายลับลอบสังหาร ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่นิยมใช้กันในยุคหลังสงครามเย็น

นายอัน ชาน-อิล บอกว่า สายลับหญิงที่เชื่อว่าสามารถเข้าถึงหัวใจศัตรูได้ดีกว่า ถูกเลือกมาใช้เป็นอาวุธลับแทนสายลับชายมากขึ้นในการกำจัดเป้าหมาย โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สายลับชายของเกาหลีเหนือมักถูกใช้ให้ไปทำงานด้านการรวบรวมข่าวกรอง หรือคอยติดต่อประสานงานกับสายลับคนอื่นๆมากขึ้น ส่วนสายลับหญิงเกาหลีเหนือ “ถูกฝึกให้เป็นมือสังหาร โดยใช้ยาพิษ”

“พวกเธอสามารถซุกซ่อนเข็มฉีดยาพิษขนาดเล็กที่ทำจากพลาสติกติดตัวเอาไว้ได้อย่างง่ายๆ ทั้งในแท่งลิปสติก เครื่องสำอาง หรือ ใต้เสื้อผ้า โดยการใช้เครื่องมือที่ทำจากพลาสติกทำให้รอดพ้นจากเครื่องตรวจจับวัตถุที่สนามบินได้ง่ายด้วย” นายอันกล่าว

และว่า การมีรูปร่างหน้าตาดี เป็นคุณสมบัติจำเป็นสำหรับสายลับหญิง แต่จะแตกต่างไปจากเวทีความงาม หญิงสาวที่รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งไม่ได้เป็นแบบอย่างที่เหมาะกับการจะมาเป็น “มือสังหาร” ที่จำเป็นจะต้องใช้ร่างกายในการติดต่อสัมผัสกับเป้าหมาย

แต่ก่อนที่สายลับหญิงเหล่านี้จะเริ่มทำงานได้ พวกเธอจะต้องเข้ารับการฝึกเป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการทำงานที่ต้องใช้พละกำลังอย่างมาก การฝึกทักษะการต่อสู้ การสอดแนมและการใช้อาวุธต่างๆ ตลอดจนเข้าคอร์สเรียนภาษา

ขณะที่ตำรวจมาเลเซียที่เป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุกำลังสอบปากคำหญิงต้องสงสัย 2 ราย ที่รายหนึ่งถือพาสปอร์ตเวียดนาม และอีกรายถือพาสปอร์ตอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจับกุมหลังการฆาตกรรมชายที่เชื่อว่าเป็นนายคิม จอง นัม

นายอัน ชาน-อิล ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะหากมือสังหาร เป็นสปายเกาหลีเหนือจริง “เธอควรจะต้องทำให้ตัวเองหายตัวไป หรือจะต้องฆ่าตัวตาย หากตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกจับตัวได้”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะอยู่นอกตำราสายลับ!

ที่ผิดไปจากสายลับเกาหลีเหนือ 2 คน ที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกัดแคปซูลบรรจุสารพิษไซยาไนด์ ซึ่งซ่อนอยู่ในมวนบุหรี่ หลังจากพวกเขาถูกจับตัวได้ที่ประเทศบาห์เรนในปี 1987 หลังก่อเหตุระเบิดเครื่องบินเกาหลีใต้ โดยสายลับชายตายในทันที

ส่วนคิม ฮยอน-ฮี สายลับหญิง รอด! ที่ภายหลังถูกนำตัวมายังกรุงโซล โดยเธอรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุวินาศกรรมเครื่องบินของเกาหลีใต้ เพื่อหวังจะขัดขวางการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพในปี 1988…