ป๊อก-สายป่าน’ดราม่าน้ำตาท่วมจอ

เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กับละครเรื่อง “ป่ากามเทพ” ทางช่อง GMM25 พอ รำพร (ป๊อก -ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์) แน่ใจแล้วว่า อาชา (ไนกี้ – นิธิดล ป้อมสุวรรณ) และเคลีย (สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข) มีใจให้กันอย่างห้ามไม่ได้ ฉะนั้นไม้ตายสุดท้ายที่จะดึงอาชาออกจากเคลียนั่นคือการไล่เคลียออกจากบ้าน เรียกว่าเป็นฉากที่เชือดเฉือดอารมณ์สุดๆ ของ ป๊อกและสายป่าน สองนักแสดงเจ้าแม่ดราม่ามารับส่งอารมณ์กันแบบใส่เต็ม

โดยฉากนี้เป็นตอนที่ รำพร รู้และเห็นจะกับตาว่า อาชา กับ เคลีย ยังรักและห่วงใจกันอยู่ แถมโชว์จูบตอกย้ำสัมพันธ์รักอย่างชัดเช่น รำพรเสียใจมาก วางแผนให้อาชาไปทำธุระนอกบ้านให้ แล้วใช้โอกาสนี้คุยและตกลงกับเคลีย ก่อนที่จะไล่เคลียออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี ป๊อก กับ สายป่าน เดินออกไปทำอารมณ์กันคนละมุมเพื่อทบทวนบทพูดของตัวเอง พอทั้งคู่ทำอารมณ์ได้แล้ว ผู้กำกับ กู่ เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข ให้ป๊อกกับสายป่านเล่นบิ้วท์อารมณ์กันอีกรอบ และซ้อมมุมกล้องรับส่งจังหวะของทั้งคู่ ป๊อกนัดแนะกับสายป่านว่าจะผลักเบาๆ สายป่านเลยเสนอไอเดียให้ป๊อกจับกดหัวตัวเองได้เลยเพื่อความสมจริงตามอารมณ์ตัวละคร ซ้อมกันจนทุกอย่างพร้อม กล้องถ่ายจริงทันที

เริ่มที่ สายป่าน กำลังเดินไปซักผ้า ป๊อกตามเข้ามาถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสายป่านกับไนกี้ สายป่านอึ้งที่ป๊อกรู้และเห็นทุกอย่าง ป๊อกเลยตบหน้าสายป่าน แล้วกดและผลักหัวสายป่านกระแทกเครื่องซักผ้า ตามที่ตกลงกันไว้ ป๊อกโกรธมากด่าไปร้องไห้ไป อย่างเจ็บปวด สายป่านเองก็ค่อยๆ คลานเข้าไปกอดขาป๊อกอ้อนวอนขอโทษ ยกมือไหว้ พยายามอธิบายเรื่องราวด้วยเสียงสั่นเครือ ป๊อกไม่ฟังดันตัวสายป่านออกไปสะบัดขาจนสายป่านกระเด็น สายป่านร้องไห้สะอึกสะอื้น ป๊อกยื่นคำขาดไล่สายป่านออกจากบ้าน แล้วเดินหนีทิ้งให้สายป่านนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ผู้กำกับสั่งคัท ป๊อกรีบวิ่งกลับมาดูสายป่านทันทีเพราะตอนสลัดขา ไม่รู้เผลอโดนหน้าสายป่านหรือเปล่าเพราะยั้งไม่อยู่ด้วยมันอารมณ์พาไปเลยใส่เต็มที่

น้ำตาล’รับ ‘แม่กิ๊บ’เครียด คนรุมด่าลูกสาวเนรคุณ

เจอกระแสดราม่าไม่เว้นแต่ละวันสำหรับสาว น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 หลังก่อนหน้านี้มีนางงามรุ่นพี่แทคทีมกันออกมาโพสต์เหน็บแนม จนชาวเน็ตรุมยัดเยียดข้อหาเนรคุณให้กับสาวน้ำตาล แว่วว่าทำเอา แม่กิ๊บ-ชุติกาญจน์ แม่ของสาวน้ำตาลถึงกับเครียดเลยทีเดียว ล่าสุดมีโอกาสเจอตัวทั้งคู่เลยต้องรีบถามถึงเรื่องนี้ทันที

น้ำตาล เผยว่า เรื่องดราม่าต่าง ๆ จริง ๆ เป็นเรื่องเข้าใจผิด ตาลไม่ได้เก็บมาคิดอะไรมาก เพราะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ บางทีเขาอาจจะไม่ได้หมายถึงตาลก็ได้ การโพสต์ต่าง ๆ อาจจะเป็นวลีเด็ดของพี่เขาก็ได้ ตาลไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะสนุกกับการทำงานในทุกๆวัน กับพี่แก้ม-กวินตรา ตาลก็เคารพเขาในฐานะรุ่นพี่นางงามเหมือนเดิม ส่วนคุณแม่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยโอเคที่มีคนมาว่าเราเนรคุณ เพราะก็เป็นคำที่แรง เป็นใครก็รับไม่ได้ ก็แอบเป็นห่วงความรู้สึกคุณแม่เหมือนกัน เขาก็เครียด แต่เราก็ให้กำลังใจกัน ส่วนพี่ออน-ชิชญาสุ (ผู้จัดการกองประกวด) เดี๋ยวถ้าเจอจะถ่ายรูปสยบข่าวมาให้ดูเลยค่ะ

ด้าน แม่กิ๊บ เผยว่า แม่ก็ให้กำลังใจ บอกลูกไม่ต้องคิดมาก ทุกอย่างไม่มีอะไรเลย เรื่องที่ว่าจะฉีกสัญญา คือน้องไม่ได้ดูแลเรื่องสัญญา แม่กับพ่อเป็นคนดูแลให้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะอยู่ในตำแหน่งตามสัญญา 1 ปี และเล่นหนังอีก 2 ปี รวมทั้งหมดเป็น 3 ปี แม่ยังงงเลยว่าเรื่องฉีกสัญญามาจากไหน ส่วนเรื่องการรับงานของน้องแม่จะรับรู้ทุกงาน แล้วทางกองจะเป็นคนคัดกรองเองว่าสมควรจะให้น้องรับหรือไม่ อย่างถ้าพี่นุ่มหรือพี่ข้าวปุ้นหางานให้น้อง ก็จะต้องผ่านกองประกวดก่อน ถ้ากองอนุมัติก็ทำงานร่วมกัน ส่วนแบ่งก็ได้เท่า ๆ กัน ที่ผ่านมาน้องก็ไม่เคยมาร้องไห้กับแม่ แล้วแม่กับออนก็ยังคุยกันทุกวัน ความสัมพันธ์ก็ยังเหมือนเดิม ส่วนคนที่ว่าลูกแม่ว่าเนรคุณ คือแม่สอนลูกแม่เสมอว่าคำว่าเนรคุณใช้กับพ่อกับแม่ คนที่ให้ชีวิตกับเราก็คือคนที่มีพระคุณกับเรา แต่เราก็ไม่สามารถห้ามความคิดของคนได้ ก็ปล่อยให้เขาคิดไป อะไรที่ไม่ใช่เรื่องจริงก็ไม่ต้องไปคิดมาก.

อวสาน “แบล็กเบอร์รี”

อวสาน ‘แบล็กเบอร์รี’? ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาสล่าสุดเหลือ ‘0.0 เปอร์เซ็นต์’

เว็บไซต์บิสซิเนส อินไซเดอร์รายงานว่า หมดยุคแบล็กเบอร์รีแล้ว โดยส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทในตลาดสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 0.0 เปอร์เซ็นต์อย่างเป็นทางการในตอนนี้

รายงานของการ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยด้านการตลาดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ระบุว่า ในไตรมาส 4 ของปี 2559 มีสมาร์ทโฟนจำหน่ายไปได้ 432 ล้านเครื่องทั่วโลก ในจำนวนนี้เป็นแบล็กเบอร์รีที่ใช้ระบบปฏิบัติการของตนเอง 207,900 เครื่อง

ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า บริษัทสมาร์ทโฟนสัญชาติแคนาดามีส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมดน้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ (โดยตัวเลขที่ชัดเจนคือ 0.0481 เปอร์เซ็นต์)

ขณะที่การ์ทเนอร์ระบุว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิลจำหน่ายไปได้ 352.7 ล้านเครื่องในไตรมาสดังกล่าว คิดเป็น 81.7 เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ 2 ได้แก่ ไอโอเอสของแอปเปิลที่จำหน่ายไปได้ 77 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 17.9 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม แบล็กเบอร์รียังจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ด้วย อาทิ รุ่น ดีเทก60 (DTEK) และพรีฟ (Priv) ที่ไม่รวมอยู่ในยอดขาย 207,900 เครื่องดังกล่าว แต่ข้อมูลของการ์ทเนอร์ยืนยันให้เห็นว่า ระบบปฏิบัติการที่ครั้งหนึ่งสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเองในแบบที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้คู่แข่งถึงกาลอวสานลงแล้ว

ขณะเดียวกันกูเกิลครองแชมป์ด้านส่วนแบ่งการตลาดจากการที่เปิดให้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์แบบโดยไม่คิดเงิน ทำให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นตัวเลือกของสมาร์ทโฟนราคาถูกในประเทศอย่างอินเดียและจีน ส่วนแอปเปิลให้ไอโอเอสของตนเป็นระบบปิดและสร้างมาตฐานให้มีราคาสูง โดยจำกัดการเข้าถึงแต่สร้างกำไรให้ได้มากที่สุด

ข่าวระบุว่า ในยุคก่อนสมาร์ทโฟน แบล็กเบอร์รีถือเป็นโทรศัพท์มือถือที่เป็นตัวเลือกของมืออาชีพ และยังได้ชื่อเล่นว่า “แคร็กเบอร์รี” (คำว่าแคร็กมาจากแคร็กโคเคนที่หมายถึงโคเคนผงที่ใช้วิธีสูดดมในการเสพ) จากการที่ใครได้ใช้เป็นต้องติดงอมแงมเหมือนติดยาเสพติด ด้วยเหตุผลที่มีแป้นคีย์บอร์ดแบบเต็ม และฟังก์ชั่นในการรับส่งอีเมล์และข้อความสนทนาที่ไม่มีใครเทียบได้

ทว่าหลังการมาถึงของไอโฟน แอปเปิลได้ช่วงชิงบัลลังก์ไป ทำให้แบล็กเบอร์รีสูญเสียความรุ่งโรจน์ไปอย่างรวดเร็ว และยอดขายลดลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่นั้น

อี แจ-ยอง ทายาทซัมซุงถูกจับแล้ว ศาลชี้พัวพันให้สินบน

นายอี แจ-ยอง ทายาทผู้บริหารซัมซุงซึ่งเพิ่งถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของซัมซุงเมื่อปีที่ผ่านมา หลังบริษัทประสบปัญหาผลกำไรลดฮวบจากโทรศัพท์รุ่งเรือธงซัมซุง กาแล็กซี่ โน้ต 7 กำลังเผชิญกับวิกฤตรอบใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า หลังเขาถูกจับกุมในข้อหาให้สินบนและยังพัวพันกับคดีอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้อัยการมีเวลาในการควบคุมตัวนายอีเป็นเวลา 20 วัน เพื่อสอบปากคำก่อนที่จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนายอีอย่างเป็นทางการต่อไป

ก่อนหน้านี้นายอีได้เข้าให้ปากคำกับอัยการเกาหลีใต้มาแล้ว 2 ครั้ง รวมถึงยังขึ้นให้ข้อมูลต่อที่ประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าได้ให้สินบทเป็นเงิน 30,000 ล้านวอนแก่ธุรกิจและกองทุนของนางชเว ซุน-ซิล เพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปาร์ค กึน เฮ เพื่อแลกกับการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ในการควบรวมกิจการกับ ซีแอนด์ที คอร์ป และ ชีล อินดัสทรีส์ อิงค์ เมื่อปี 2558 ขณะที่น.ส.ปาร์คก็กำลังเผชิญหน้ากับกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งจากกรณีอื้อฉาวดังกล่าวเช่นกัน

หลังการให้ปากคำครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ของนายอีและผู้บริหารซัมซุงอีกหลายราย ศาลระบุว่าไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการจับกุมตัวนายอี อย่างไรก็ดีในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โฆษกศาลออกแถลงการณ์ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจับกุมตัวนายอีเนื่องจากหลักฐานใหม่ที่พบ ขณะที่นายอี แจ-ยอง และซัมซุงได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยซัมซุงกรุ๊ปได้ออกแถลงการณ์หลังนายอีถูกจับกุมตัวว่า บริษัทจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อให้ความจริงถูกเปิดเผยในการบวนการพิจารณาของศาล

ปัจจุบันนายอีดำรงตำแหน่งรองประธานซัมซุงอิเลคทรอนิคส์ อย่างไรก็ดีหลังบิดาของเขา นายอี คุน-ฮี หัวใจวายเมื่อปี 2557 นายอี แจ-ยอง ถูกมองว่าเป็นประธานบริหารตัวจริงของกลุ่มบริษัทในเครือซัมซุงทั้งหมด

พล.ร.ท.โรเบิร์ต ฮาร์วาร์ด ปฏิเสธเก้าอี้ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในรบ.ทรัมป์

ความปั่นป่วนวุ่นวายในการคัดสรรทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ยังคงไม่ยุติ หลังจากที่เมื่อต้นสัปดาห์นายไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ

ต้องลาออกจากตำแหน่งที่เพิ่งเข้ารับหน้าที่ได้เพียง 1 สัปดาห์ เพราะถูกกล่าวหาว่าได้มีการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหรัฐ โดยไม่ได้แจ้งรายละเอียดที่ถูกต้องให้ฝ่ายบริหารทราบ

ล่าสุดพล.ร.ท.โรเบิร์ต ฮาร์เวิร์ด อดีตนายพลเกษียณ ซึ่งทรัมป์ได้เลือกให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ ก็ออกมาปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า พล.ร.ท.ฮาร์เวิร์ดปฏิเสธข้อเสนอโดยให้เหตุผลด้านครอบครัวและพันธกรณีทางการเงิน แต่สื่อสหรัฐรายงานว่าประเด็นที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ฮาร์เวิร์ดต้องการนำทีมของตนเองเข้ามาทำงานมากกว่า

อย่างไรก็ดีประธานิบดีทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสื่อที่ว่า ทำเนียบขาวเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย และยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของเขากำลังเดินหน้าทำงานเหมือนเครื่องยนต์ที่กำลังอยู่ในระหว่างปรับแต่ง ขณะที่ฮาร์เวิร์ดก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า รัฐบาลทรัมป์ได้อำนวยความสะดวกให้กับเขาทุกด้าน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นส่วนตัวล้วนๆ แต่เมื่อถูกถามเรื่องที่ว่าเขาต้องการนำทีมของตนเองเข้ามา ฮาร์เวิร์ดก็ระบุว่า นั่นเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีจะจัดการ

สายลับสวยประหาร! อาวุธลับเกาหลีเหนือพิฆาตศัตรู

มือสังหารหญิง ที่ติดอาวุธด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดี พร้อมอุปกรณ์โจมตีด้วยยาพิษ กำลังเป็นอาวุธลับสำคัญที่ผู้ปกครองเกาหลีเหนือเลือกมาใช้ในการกำจัดศัตรูของตน

เป็นความเห็นที่มาจากนายอัน ชาน-อิล อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโดเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาอยู่เกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1979 และกลายมาเป็นนักวิจารณ์ชื่อดังจากการวิพากษ์ระบอบอำนาจเผด็จการโดยผู้ปกครองคนเดียวในเกาหลีเหนือ หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารชายรายหนึ่งที่สื่อสำนักต่างๆรายงานว่าคือ นายคิม จอง นัม พี่ชายของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกลอบฆ่าขณะกำลังจะขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังมาเก๊า เมื่อช่วงสายของวันจันทร์( 13 ก.พ.) โดยข่าวทุกกระแสชี้เป้ามือสังหารไปที่หญิงผู้ต้องสงสัย 2 คนที่เชื่อว่าเป็นสายลับหญิงของเกาหลีเหนือ ที่ถูกส่งมาให้ใช้ยาพิษในการปลิดชีพพี่ชายต่างมารดาของผู้นำคิม

ส่วนศพผู้ตายจะใช่นายคิม จอง นัม จริงหรือไม่ แล้วใครเป็นคนสั่งฆ่า และมีแรงจูงใจใดในการสั่งฆ่า คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา ที่รอการคลายปมอยู่

ประเด็นหนึ่งที่เป็นน่าสนใจในตอนนี้ คือ วิธีการใช้สายลับลอบสังหาร ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่นิยมใช้กันในยุคหลังสงครามเย็น

นายอัน ชาน-อิล บอกว่า สายลับหญิงที่เชื่อว่าสามารถเข้าถึงหัวใจศัตรูได้ดีกว่า ถูกเลือกมาใช้เป็นอาวุธลับแทนสายลับชายมากขึ้นในการกำจัดเป้าหมาย โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สายลับชายของเกาหลีเหนือมักถูกใช้ให้ไปทำงานด้านการรวบรวมข่าวกรอง หรือคอยติดต่อประสานงานกับสายลับคนอื่นๆมากขึ้น ส่วนสายลับหญิงเกาหลีเหนือ “ถูกฝึกให้เป็นมือสังหาร โดยใช้ยาพิษ”

“พวกเธอสามารถซุกซ่อนเข็มฉีดยาพิษขนาดเล็กที่ทำจากพลาสติกติดตัวเอาไว้ได้อย่างง่ายๆ ทั้งในแท่งลิปสติก เครื่องสำอาง หรือ ใต้เสื้อผ้า โดยการใช้เครื่องมือที่ทำจากพลาสติกทำให้รอดพ้นจากเครื่องตรวจจับวัตถุที่สนามบินได้ง่ายด้วย” นายอันกล่าว

และว่า การมีรูปร่างหน้าตาดี เป็นคุณสมบัติจำเป็นสำหรับสายลับหญิง แต่จะแตกต่างไปจากเวทีความงาม หญิงสาวที่รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งไม่ได้เป็นแบบอย่างที่เหมาะกับการจะมาเป็น “มือสังหาร” ที่จำเป็นจะต้องใช้ร่างกายในการติดต่อสัมผัสกับเป้าหมาย

แต่ก่อนที่สายลับหญิงเหล่านี้จะเริ่มทำงานได้ พวกเธอจะต้องเข้ารับการฝึกเป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการทำงานที่ต้องใช้พละกำลังอย่างมาก การฝึกทักษะการต่อสู้ การสอดแนมและการใช้อาวุธต่างๆ ตลอดจนเข้าคอร์สเรียนภาษา

ขณะที่ตำรวจมาเลเซียที่เป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุกำลังสอบปากคำหญิงต้องสงสัย 2 ราย ที่รายหนึ่งถือพาสปอร์ตเวียดนาม และอีกรายถือพาสปอร์ตอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจับกุมหลังการฆาตกรรมชายที่เชื่อว่าเป็นนายคิม จอง นัม

นายอัน ชาน-อิล ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะหากมือสังหาร เป็นสปายเกาหลีเหนือจริง “เธอควรจะต้องทำให้ตัวเองหายตัวไป หรือจะต้องฆ่าตัวตาย หากตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกจับตัวได้”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะอยู่นอกตำราสายลับ!

ที่ผิดไปจากสายลับเกาหลีเหนือ 2 คน ที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกัดแคปซูลบรรจุสารพิษไซยาไนด์ ซึ่งซ่อนอยู่ในมวนบุหรี่ หลังจากพวกเขาถูกจับตัวได้ที่ประเทศบาห์เรนในปี 1987 หลังก่อเหตุระเบิดเครื่องบินเกาหลีใต้ โดยสายลับชายตายในทันที

ส่วนคิม ฮยอน-ฮี สายลับหญิง รอด! ที่ภายหลังถูกนำตัวมายังกรุงโซล โดยเธอรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุวินาศกรรมเครื่องบินของเกาหลีใต้ เพื่อหวังจะขัดขวางการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพในปี 1988…

มาเลย์เผยพร้อมคืนศพ’คิม จอง นัม’ให้โสมแดง ยันมีคำขอมาจริง ย้ำไม่กระทบสัมพันธ์ทางการทูต

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายอาหมัด ซาฮิด ฮามีดี รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเปิดเผยว่า มาเลเซียจะคืนศพของนายคิม จอง นัม วัย 45 ปี พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ตามคำร้องขอของรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการที่มีอยู่

นายซาฮิดยืนยันในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังการประชุมหารือกับบรรดาผู้นำทางธุรกิจในภูมิภาคว่า ทางการเกาหลีเหนือยื่นคำร้องดังกล่าวมาจริง โดยกล่าวว่า “เราจะช่วยอำนวยความสะดวกตามคำขอของรัฐบาลต่างชาติ แม้ว่าจะมีขั้นตอนกระบวนการที่ต้องปฏิบัติตาม นโยบายของเราคือ เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับรัฐบาลต่างชาติ”

นายซาฮิดยังยืนยันอย่างเป็นทางการด้วยว่า ชายคนดังกล่าวที่ถูกลอบสังหารที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์คือ นายคิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน จริง โดยก่อนหน้านี้ตำรวจมาเลเซียไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่อ้างถึงนายจอง นัม ในการแถลงอย่างเป็นทางการว่าเป็นชายชาวเกาหลีเหนือรายหนึ่งเท่านั้น

นายซาฮิดเปิดเผยว่า นายจอง นัม มีเอกสารยืนยันตัวตน 2 ฉบับ โดยเป็นไปได้ว่าฉบับหนึ่งเป็นพาสปอร์ตปลอมเพื่อปกปิดตัวตน และอีกฉบับหนึ่งเป็นพาสปอร์ตจริง

ทั้งนี้ สื่อเกาหลีใต้เชื่อว่า นายจอง นัม เดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้พาสปอร์ตที่ระบุชื่อว่าคิม ชอล ซึ่งเป็นหนึ่งในนามแฝงของเขา

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การลอบสังหารนายจอง นัม ครั้งนี้จะกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศหรือไม่ นายซาฮิดตอบว่า “ไม่ เราจะยังคงความสัมพันธ์อันดี และต้องการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นกับประเทศที่มาเปิดสถานทูตที่มาเลเซีย

5 ไอเดียแต่งอาหารวันวาเลนไทน์ทำได้ง่ายๆ

วิธีเซอร์ไพรส์แฟนวันวาเลนไทน์ ที่จะทำให้แฟนสาวออกประทับใจ อมยิ้มได้ไปตลอดทั้งวัน วันวาเลนไทน์ใกล้เข้ามาแบบนี้ เชื่อว่าผู้ชายหลายคนยังคิดไม่ตกว่าจะเซอร์ไพรส์แฟนสาวยังไง จึงจะทำให้เธอมีความสุข งั้นไปชมไอเดียเมนูอาหาร ที่เรารวบรวมมาฝากกันได้เลย เผื่อจะได้มีเวลาเตรียมทุกอย่างให้พร้อมด้วยครับ

1. หัวใจใส่ไข่

เมนูนี้ทำได้ง่ายๆ แค่นำไส้กรอกมาหั่นตรงกลางโดยไม่ต้องหั่นให้สุด เว้นปลายอีกด้านไว้เล็กน้อย แล้วนำปลายไส้กรอกสองด้านมาประกบให้เป็นรูปหัวใจโดยใช้ไม้จิ้มฟันเล็กๆ ทำให้ปลายเชื่อมติดกัน จากนั้นนำลงไปทอดในกระทะ ตอกไข่ใส่ลงไปตรงกลาง แค่นี้ก็ได้เมนูหัวใจใส่ไข่แบบง่ายๆ แล้ว

2. ขนมผสมความรัก

แพนเค้กธรรมดาจะไม่ธรรมดาอีกต่อไปในวันวาเลนไทน์นี้ เติมความรักลงไปในเมนูของหวานจานนี้ให้เต็มเปี่ยมโดยนำผลเบอร์รี่หลากชนิดตามแต่คุณต้องการมาตกแต่งเป็นตัวอักษรและรูปหัวใจ

3. สลัดหัวใจ

อยากให้คนที่คุณรักสุขภาพดี ทำสลัดให้เขาทานในวันวาเลนไทน์สิคะ หาผักใบเขียวมาจัดให้เป็นทรงหัวใจพร้อมกับกุ้งต้ม นอกจากจะสวย น่าทานแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

4. หัวใจใส่กระทะ

ไข่ดาวจะไม่ใช่ไข่ดาวธรรมดาอีกต่อไปในวันวาเลนไทน์นี้ เพียงนำที่ปั๊มรูปหัวใจปั๊มขนมปังแล้วนำไปทอดในกระทะพร้อมไข่ดาว รับรองน่าทานสุดๆ

5. โยเกิร์ตวาเลนไทน์

อีกหนึ่งเมนูสุขภาพเพื่อคนที่คุณรัก นำธัญพืชและสตรอเบอร์รี่มาตกแต่งโยเกิร์ตให้น่าทานขึ้น อย่าลืมหั่นเนื้อสตรอเบอร์รี่ออกนิดหน่อยเพื่อตกแต่งให้เป็นรูปหัวใจด้วย

มีจริงหรือ? “ยาป้าย” อาวุธร้ายของมิจฉาชีพ

หลายคนน่าจะเคยได้ยินข่าวจากในโลกออนไลน์ว่า หญิงสาวหรือเด็กถูกป้ายยาจากโจร คนขับแท็กซี่ หรือแก๊งลักเด็ก แก๊งลักทรัพย์ตามสถานที่ต่างๆ

โดยวิธีการคือเอายาที่เหมือนครีมๆ มาป้ายที่ผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จากนั้นผ่านไปไม่กี่นาที เราก็จะสลบไม่ได้สติ และก็จะถูกข่มขืน ทำร้าย ลักทรัพย์ หรือจับตัวไป

จริงๆ แล้ว “ยาป้าย” ที่ว่ามีจริงหรือ? ลักษณะเป็นอย่างไร โจรไปหามาจากไหน เฟซบุ๊คแฟนเพจ Drama-Addict ได้ให้คำตอบเอาไว้ว่า ยาป้ายไม่มีอยู่จริง ยืนยันโดยวิสัญญีแพทย์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ยาสลบเพื่อการรักษาผู้ป่วย) ถึงแม้ยาสลบที่ใช้ทาภายนอกจะมีอยู่จริง แต่ไม่สามารถออกฤทธิ์ชนิดที่ป้ายปุ๊บ สลบปั๊บ เหมือนฤทธิ์ของยาป้ายที่เราได้ยินกัน เพราะค่อนข้างใช้เวลานานมากกว่าตัวยาจะดูดซึมมากพอจนออกฤทธิ์

คำถามคือ แล้วที่คนอื่นโดนยาสลบจากมิจฉาชีพกัน มันมีจริงไหม แล้วเป็นยาอะไร?

คำตอบคือ อาจเป็นยาสลบชนิดทาน ที่โจรอาจผสมลงไปในอาหารให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทาน โดยเฉพาะผู้หญิง และเด็ก ดังนั้นควรสอนเด็ก และคุณผู้หญิงควรย้ำกับตัวเอง ว่าอย่าไว้ใจคนแปลกหน้า และอย่ารับอาหาร หรือเครื่องดื่มใดๆ จากคนแปลกหน้ามาทานโดยเด็ดขาดค่ะ

เทคนิคลดความอ้วนฉบับ แจ็ค แฟนฉัน จาก 130 กก. สู่ 80 กก.

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่เป็นไอดอลของหลายคน สำหรับ แจ็ค เฉลิมพล หรือ แจ๊ค แฟนฉัน เพราะหนุ่มคนนี้สมัยก่อนเขามีน้ำหนักตัวมาก แต่จู่ๆ เขาก็พลิกกลับมาดูแลตัวเอง จนตอนนี้ร่างกายเปลี่ยนไปเยอะมากหุ่นเฟิร์มขึ้นสุขภาพดีขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้หนุ่มแจ็ค ได้พูดถึงเรื่องการลดน้ำหนักของตัวเองในรายการคืนสอยดาวว่า สมัยก่อนที่เขาไม่คิดจะลดความอ้วน เพราะคิดว่าการเป็นแบบนี้ คือ เป็นตัวเรา ทำให้คนอื่นมีความสุขกับความอ้วน ความจ้ำม่ำ ของเรา

แต่พอได้ทำงานกับวู้ดดี้ ด้วยความที่วู้ดดี้ใส่ใจสุขภาพ ทำให้ตัวเองซึมซับ และเริ่มต้นดูแลตัวเองมากขึ้น โดยหมั่นออกกำลังกาย พร้อมตั้งเป้าจะมีซิกแพคให้ได้ ส่วนหนึ่งเขาบอกว่าเพราะอยากเอาชนะใจตัวเอง อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แต่อีกส่วนก็อยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่อ้วนและอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะหากตัวเขาทำได้คนอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับแจ็ค แฟนฉัน สมัยก่อนเขามีน้ำหนักราว 130 กก. แต่หลังจากค่อยดูแลตัวเองทั้งการออกกำลังกาย และดูแลเรื่องอาหารการกิน ทำให้ตอนนี้น้ำหนักลงมาอยู่ที่ 80 กก. โดยหลังจากนี้หนุ่มคนนี้ก็ยังคงดูแลตัวเองต่อไปโดยออกกำลังกาย และเล่นเวทเทรนนิ่งไปด้วย

เมื่อถามถึงแรงผลัดดันที่ทำให้อยากเปลี่ยนตัวเอง หนุ่มคนนี้บอกว่ามาจากตัวเองอยากให้ตัวเองสุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะตอนนั้นตัวเองไม่แข็งแรง ป่วยบ่อยมีความเสี่ยงเป็นทั้ง ความดัน เบาหวาน พอชนะตัวเองได้ ก็ตั้งเป้าไปเรื่อยๆ โดยหวังมีซิกแพคให้ได้

ด้านเคล็ดลับการกินและการออกกำลังกาย หนุ่มแจ็คเผยว่า ตอนนี้ตัวเองไม่ได้เข้มงวดมากนัก ไม่อยากให้เครียดจนเกินไป โดยเขาจะเลือกกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม อยากกินอะไรก็กินแต่แค่ไม่ตามใจปากมากไปเท่านั้น ส่วนการออกกำลังกายก็ไม่ได้ตื่นตี 5 ไปวิ่งแบบแต่ก่อน แต่ยังคงหาเวลาออกกำลังอยู่เสมอเช่นเคย

สุดท้ายหนุ่มแจ็คไม่ลืมบอกกับทุกคนที่อยากลดน้ำหนักว่า “ อย่ารอให้หมอมาบอกว่าจะตายแล้วค่อยลด เชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้”