เปิดตำนาน “วัดราชบพิธ” ที่ประทับ “3 สมเด็จพระสังฆราช” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ.2412

พระองค์ได้พระราชทานนามพระอารามนี้ว่า “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”

ราชบพิธ มีความหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง

สถิตมหาสีมาราม มีความหมายว่า อารามอันมีเขตสีมากว้างใหญ่ตั้งอยู่

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงพระนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับการก่อสร้างถาวรวัตถุสำคัญชิ้นแรกๆ ของวัดราชบพิธไว้ในหนังสือ “แถลงการณ์คณะสงฆ์” เล่มที่ 11 พ.ศ.2466 ความตอนหนึ่งว่า

“วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2413 เริ่มพระราชพิธีสวดผูกพัธสีมา 3 วัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม เวลายาม 1 กับ 30 นาที เป็นพระฤกษ์ผูกเสมาเต็มเนื้อที่วิสุงคามสีมา ที่มีกำแพงตั้งสีมาทั้ง 8 ทิศ เป็นที่หมาย สีมาของวัดนี้เป็นมหาสีมา

วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2416 ยกช่อฟ้าใบระกาพระอุโบสถ” ภายในพระอาราม แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เขตพุทธาวาส และสังฆาวาส

เขตพุทธาวาส ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อาทิ พลับพลาเปลื้องเครื่อง ซึ่งเป็นศาลาโถง หน้าบันจำหลักลายตราราชวัลลภ , พระเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งมีปลียอดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ,พระอุโบสถ งดงามด้วยลวดลายบนบานประตูหน้าต่างประดับมุก ทุกบานผูกลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 ดวง อกเลาของบานประตูมุก ผูกเป็นอักษรพระปรมาภิไธย “จปร” เพดานภายในเป็นซุ้มโค้งแหลมแบบโกธิก , วิหาร มีรูปแบบเดียวกับพระอุโบสถ แต่บานประตูหน้าต่างเป็นไม้จำหลักลวดลายดวงตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์

อาคารทุกหลังในเขตพุทธาวาส ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ซึ่งพระอาจารย์แดง วัดหงส์รัตนารามเป็นผู้ให้แบบลาย แล้วสั่งทำจากประเทศจีน ซุ้มประตูทางเข้าเขตพุทธาวาส มีบานประตูรูปทวารบาลแต่งกายแบบทหารยุโรป

ปูชนียวัตถุสำคัญ คือ “พระพุทธอังคีรส” ประดิษฐานในพระอุโบสถ สร้างจากทองคำที่กาไหล่เป็นทองเนื้อ 8 หนัก 180 บาท จากทองคำเครื่องแต่งพระองค์เมื่อทรงพระเยาวของรัชกาลที่ 5

เขตสังฆาวาส ประกอบด้วย ตำหนักอรุณ ซึ่งเป็นกุฏิเจ้าอาวาส เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอาคาร 3 ชั้น

พระที่นั่งสีตลาภิรมย์ เป็นเก๋งจีน 3 ชั้น ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บโบราณวัตถุทรงคุณค่าซึ่งเป็นสมบัติของวัด และของใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ คือ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8) และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่9)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 และเป็นองค์ที่ 3 ของวัดราชบพิธ

ข้อมูลและภาพส่วนหนึ่งจาก

  • หนังสือ “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระอารามประจำรัชกาลที่ 5” เรียบเรียงโดย บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ ทิพวรรณ บุญส่งเจริญ
  • หนังสือ “ดั่งทองชมพูนุท จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์เนื่องในอภิลักขิตสมัย 150 ปีนับแต่วันประสูตื พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า 16 ธันวาคม 2552 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

นาซ่าแชร์ภาพเมฆมุมสามเหลี่ยม ปรากฏการณ์ที่หาดูไม่ง่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การนาซาได้เผยแพร่ภาพถ่ายทางอากาศที่ทำให้เห็นปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเหนือท้องฟ้าบนโลก แต่เมื่อมองจากภาพถ่ายทางอากาศเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง เมื่อเมฆกลุ่มหนึ่งมีรูปร่างสามเหลี่ยมอย่างน่าประหลาด คล้ายกับคลื่นน้ำแผ่กระจายเมื่อเรือล่องผ่านผืนน้ำ

สถานีอวกาศก็อดดาร์ด สเปซ ได้ส่งภาพถ่ายดังกล่าวที่บันทึกเอาไว้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยดาวเทียมเธอร่าขององค์การนาซา ระหว่างที่โคจรผ่านเกาะเซาท์จอร์เจียและหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช บริเวณซีกโลกตอนใต้ใกล้กับขั้วโลกใต้
สำหรับภาพที่ปรากฏนั้นเป็นสิ่งน่าทึ่งและนักวิชาการได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก ภาพกลุ่มเมฆที่ปกคลุมที่แตกตัวออกเป็นรูปสามเหลี่ยม เผยให้เห็นหมู่เกาะอย่างชัดเจน มีการเปรียบเทียบว่าคล้ายคลื่นน้ำเมื่อเรือแล่นผ่านในทะเลสาบ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวนักวิชาการเรียกว่า Gravity waves หรือ คลื่นแรงโน้มถ่วง ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นและลดลงของความดันชั้นบรรยากาศ ซึ่งจุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ที่มีความแปรปรวนของสภาพอากาศค่อนข้างรุนแรง ความชื้นจากมหาสมุทรถูกกดลงด้วยแรงโน้มถ่วงบริเวณขั้วโลกใต้ และถูกปล่อยให้ลอยขึ้นด้วยความแห้งของชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดเป็นภาพดังกล่าวขึ้นอย่างสวยงาม

ทรัมป์ขู่ส่งทหารเข้าเม็กซิโกหากไม่ระงับปชช.เข้าUS

ทรัมป์ ขู่ส่งทหารเข้าเม็กซิโก หากไม่คุมพลเมืองลอบเข้าสหรัฐฯ ด้วยตัวเอง ขณะฝ่ายตรงข้ามแจงไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ส่งทหารเข้าเม็กซิโก หากไม่ยับยั้งประชาชนเข้าสหรัฐฯด้วยตัวเอง ในระหว่างการเจรจาผ่านทางโทรศัพท์กับ นายเอนริเก เปนา นีเอโต

ขณะที่ นายเอดูอาร์โด ซานเชซ โฆษกประธานาธิบดีเม็กซิโก บอกกับวิทยุท้องถิ่นว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้น ระหว่างการเจรจากันผ่านทางโทรศัพท์ และคำขู่ดังกล่าว เป็นเรื่องไร้สาระ และเป็นการโกหกอย่างแท้จริง  ขณะที่บางสื่อรายงานว่า ทรัมป์ ขู่ส่งกำลังทหารเข้าชายแดน หากทางใต้หากเม็กซิโกล้มเหลวในการจัดการกับการลักลอบเข้าสหรัฐฯ ของประชาชนตัวเองหลัง แหล่งข่าวที่ไม่ระบุชื่ออ้างว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากบันทึกทางโทรศัพท์ระหว่างการสนทนาของ 2 ผู้นำ ที่รั่วไหลออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่บันทึกไม่ได้ระบุว่าประธานาธิบดีเม็กซิโกตอบโต้กลับอย่างไร

พ่อเลี้ยงฆ่าลูก 3 ขวบ แม่ช่วยทิ้งศพ ตัวเงินตัวทองแทะสยอง

วานนี้ (17 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งพบศพเด็กชายอายุประมาณ 3 ขวบ ถูกทิ้งไว้ริมถนนสาย อยุธยา-เสนา ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 19-20 จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบศพเด็กชายอายุประมาณ 3 ขวบ ไม่สวมเสื้อผ้า ถูกทิ้งใต้กอไผ่ริมถนนดังกล่าว ตรวจสอบพบรอยถูกสัตว์กัดแทะที่บริเวณหัวไหล่ คาดเสียชีวิตมาแล้ว 2-3 วัน ใกล้กันพบถุงพลาสติกใส่ผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าผู้หญิง

%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81-3-%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%9a

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนไปยังชาวเมียนมาที่พบศพเป็นคนแรก ระบุว่า เดินผ่านริมถนนและเห็นตัวเงินตัวทองกำลังแทะบางอย่าง ตอนแรกคิดว่าเป็นตุ๊กตาแต่พอดูใกล้ๆก็พบว่าเป็นศพเด็ก

เบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเด็กต่างพื้นที่ เพราะไม่มีชาวบ้านรู้จักหรือคุ้ยเคยกับเด็กที่เสียชีวิต ตำรวจจึงเร่งตรวจสอบหาพ่อแม่เด็กนำตัวมาสอบสวนต่อไป

ล่าสุด (18 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว นายภาณุวัตร อายุ 27 ปี พ่อเลี้ยง และ น.ส.กาญจนา อายุ 22 ปี แม่ของ ด.ช.เจ (นามสมมติ) อายุ 3 ขวบ ผู้เสียชีวิต ได้ที่ จ.สิงห์บุรี ก่อนจะควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เสนา

โดยนายภาณุวัตร ให้การรับสารภาพว่า ลงมือฆ่า ด.ช.เจ ซึ่งเป็นลูกติดจากสามีเก่าของ น.ส.กาญจนา โดยคืนวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด.ช.เจ ส่งเสียงร้องดังไม่ยอมหยุด ตนจึงใช้ไม้แขวนเสื้อตีหลายครั้งจนสลบ ก่อนจะอุ้มเข้าไปในห้องน้ำและเปิดน้ำใส่จมูกจนแน่นิ่ง แล้วทิ้งไว้ในห้องน้ำ จนเวลา 02.30 น. น.ส.กาญจนา ก็เข้ามาพบว่าลูกเสียชีวิต
ตนทั้งคู่กลัวความผิดจึงนำศพมาทิ้งดังกล่าว แล้วพากันหลบหนีไป

สัตว์ประจำชาติอาเซียน

สัตว์ประจำชาติอาเซียน มีดังนี้
สัตว์ประจำชาติของประเทศไทย คือ ช้าง
สัตว์ประจำชาติของประเทศกัมพูชา คือ กูปรี
สัตว์ประจำชาติของประเทศพม่า คือ เสือโคร่ง
สัตว์ประจำชาติของประเทศลาว คือ ช้าง
สัตว์ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย คือ มังกรโคโมโด
สัตว์ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์ คือ ควาย
สัตว์ประจำชาติของประเทศบรูไน คือ เสือโคร่ง
สัตว์ประจำชาติของประเทศสิงคโปร์ คือ สิงโต
สัตว์ประจำชาติของประเทศมาเลเซีย คือ เสือโคร่งมลายู
สัตว์ประจำชาติของประเทศเวียดนาม คือ ควาย

 

เรื่องของยุง

ถ้าสังเกตลักษณะจะมีหลายชนิด จากการศึกษาพบว่ามีเป็นพัน ๆ ชนิดและอาศัยในทั้งที่ราบที่สูง ในบ้านและนอกบ้าน ชอบดูดกินเลือดของคนและสัตว์ ยุงในเมืองโดยส่วนใหญ่รู้จักกัน 4 ชนิด คือ ยุงก้นปล่อง ยุงลาย ยุงดำ และยุงรำคาญ

1. ยุงก้นปล่อง ยุงก้นปล่อง เป็นยุงที่สังเกตได้คือ เวลาเกาะหรือกำลังดูดเลือด ลำตัวจะทำมุมกับพื้นยึดเกาะ 45 องศา ยุงก้นปล่องเป็นยุงนำโรคไข้ป่า หรือโรคไข้มาเลเรีย อาศัยได้หลายที่ เช่น บ้าน ในป่า และภูเขา จึงพบมากในชนบทที่อยู่แถวชายป่า ชอบไข่ในน้ำไหลริน ในแอ่งน้ำสะอาด ยุ่งนี้ชอบกัดคนในเวลาพลบค่ำ ตอนดึก และเช้าตรู่

2. ยุงลาย ยุงลายเป็นยุงมีลำตัวและขาสลับดำ ยุงลายเป็นยุงนำโรคไข้เลือดออก และไข้สมองอักเสบ ชอบกัดคนและสัตว์เลี้ยงในเวลากลางวัน หรือตอนเย็นๆ

3. ยุงดำ ยุงดำเป็นยุงมีสีดำปนน้ำเงินที่ลำตัว ชอบกัดคนตอนหัวค่ำ ตอนดึกและตอนเช้าตรู่ ยุงดำเป็นยุงนำโรคเท้าช้าง ซึ่งเชื้อของโรคนี้มักพบมากในแถวชนบท ทางภาคใต้ของประเทศไทย

4. ยุงรำคาญ ยุงรำคาญหรือยุงธรรมดา ตัวไม่โต ลำตัวมีสีเทา ขาและปีกไม่ลาย ชอบอยู่รอบๆ บ้าน และในบ้าน กัดคนไม่เลือกเวลา ยุงนี้ไม่นำโรค แต่กัดเจ็บคัน ๆ ทำให้รำคาญ

วิธีที่ร่วมกันกำจัดยุง
1.ทำลายแหล่งของยุง โดยถมบริเวณน้ำขัง คว่ำภาชนะที่น้ำขัง โอ่งน้ำ ถังน้ำให้มีฝาปิดมิดชิด เพื่อมิให้ยุงลงไปออกไข่ได้
2.ทำลายตัวอ่อน หากแอ่งน้ำใหญ่เกินขนาดที่จะถม หรือระบายน้ำทิ้งก็อาจจะหาปลาที่กินลูกน้ำ เช่น ปลากัด ปลาหางนกยูง เป็นต้น หรืออาจจะใช้ยาฆ่าลูกน้ำ หรือน้ำมันลาดที่เกิดฝ้าที่ผิวน้ำตัวอ่อน และตัวโม่งจะหายใจไม่ได้ก็จะตาย
3.กำจัดตัวยุง ได้มีผู้พยายามหลายวิถีทางในการกำจัด ที่สะดวกแต่ละบ้านก็คือ พ่นยาฆ่ายุง หรือไล่ยุงตามซอกตามห้องมืดที่ยุงอาศัย ควรพ่นยาในตอนพลบค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่ยุงจะเริ่มออกหากินอีกวิธีก็คือการตีให้ตาย

ไวรัสซิกา ภัยเงียบจากยุงลาย

ไวรัสซิกา หรือ ไข้ซิกา เป็นอีกหนึ่งโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ แม้จะยังไร้วัคซีนป้องกัน แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 7 วัน ที่ต้องระวังคือเด็กทารกที่หากติดเชื้อแล้วอาจทำให้มีศีรษะเล็กกว่าปกติ

ถ้าว่ากันถึงภัยจากยุงลายที่เรารู้จักกันดีอย่างไข้เลือดออกแล้ว ยังมีอีกโรคหนึ่งชื่อ “ไวรัสซิกา” ที่เราควรรู้จักไว้ เพราะในช่วงปี 2558 โรคนี้ได้ระบาดหนักในแถบลาตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศบราซิลที่การระบาดรุนแรงจนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสถานการณ์ยังรุนแรงไม่หยุด ทำให้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ขณะที่ประเทศไทยก็พบผู้ติดเชื้อในหลายจังหวัด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ดังนั้นได้เวลาแล้วที่เราควรจะทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อไวรัสซิกากันแบบจริงจัง แม้จะยังไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว แต่ก็ไม่ควรละเลยด้วยประการทั้งปวงค่ะ
ไวรัสซิกา คืออะไร ?

ไวรัสซิกา หรือไข้ซิกา เป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออก รวมทั้งไวรัสเวสต์ไนล์ที่เป็นสาเหตุของไข้สมองอักเสบ และเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอีซึ่งทั้งหมดล้วนมียุงลายเป็นพาหะ เชื้อไวรัสซิกาถูกค้นพบครั้งแรกจากในน้ำเหลืองของลิงวอก ที่ถูกนำมายังป่าซิกาในประเทศยูกันดา เพื่อศึกษาไข้เหลือง เมื่อปี พ.ศ. 2490 และพบในคนเมื่อปี พ.ศ. 2511 ในประเทศไนจีเรีย เชื่อไวรัสซิกาพบได้ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา ทวีปเอเชียใต้ และหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก
ไวรัสซิกา ติดต่อได้อย่างไร

ไวรัสซิกาเป็นเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้นการติดต่อจึงมาจากการถูกยุงที่มีเชื้อกัด นอกจากนี้ยังอาจติดต่อได้ทางเลือด หรือแพร่จากมารดาที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามในตอนแรกยังไม่มีรายงานว่าพบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน กระทั่งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่ไวรัสชนิดนี้ระบาด นั่นแสดงว่าโรคนี้สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์

ไวรัสซิกา อาการเป็นอย่างไร

องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 4 ที่จะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังได้รับเชื้อ ซึ่งจะปรากฏอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว ไข้ขึ้นสูง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว และปวดหัว แต่อาการเหล่านี้สามารถทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วัน หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ไม่รุนแรงเท่าโรคไข้เลือดออก

แต่ถ้าหากปล่อยไว้ อาการอาจจะรุนแรงจนถึงขั้นทำให้ระบบการทำงานของสมองผิดปกติได้ ทั้งนี้หากเป็นผู้ป่วยหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เชื้อไวรัสดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ ซึ่งจะทำให้ทารกมีความผิดปกติที่ศีรษะ โดยจะมีกะโหลกศีรษะและสมองที่เล็กกว่าปกติ
ไวรัสซิกา รักษาอย่างไร

แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่โรคไวรัสซิกา ก็ยังเป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือวิธีการรักษาที่แน่ชัด ทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเช่นเดียวกับโรคไวรัสอื่น ๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้นผู้ป่วยควรพักผ่อนมาก ๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานยาตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้ก็ยังควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ อีกด้วย

ไวรัสซิกา ป้องกันได้อย่างไร

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดของโรคไวรัสซิกา หรือไข้ซิกาก็คือพยายามอย่าให้ยุงกัด อีกทั้งยังควรกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้สิ้นซาก เพื่อเป็นการตัดวงจรการขยายพันธุ์และป้องกันโรคที่อาจมากับยุงลายนอกเหนือไวรัสซิกาได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้เหลือง โรคไข้เวสต์ไนล์ และโรคชิคุนกุนยา นอกจากนี้ถ้าอยากทราบวิธีป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วยวิธีธรรมชาติละก็ลองตามไปอ่านที่นี่ได้เลย 12 วิธีป้องกันยุงกัดส่งตรงจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี

คิดให้ดี ผักดิบ 9 ชนิดนี้ กินมากไปอาจได้โทษ

ผักที่ห้ามกินดิบ จริง ๆ แล้วอาจไม่ถึงกับเป็นผักต้องห้าม ทว่าควรบริโภคแต่น้อยเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพจะดีกว่า

จริงอยู่ว่าผักผลไม้มีประโยชน์กับร่างกาย ทว่าสิ่งที่ต้องรู้เพิ่มไปอีกอย่างก็คือผักบางชนิดไม่ควรจะกินดิบ ๆ ในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาจก่อโทษมากกว่าประโยชน์ได้ อย่างผัก 9 ชนิดดังต่อไปนี้ที่หากกินดิบบ่อย ๆ อาจเป็นการสะสมสารอันตรายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว

1. กะหล่ำปลี
2. ดอกกะหล่ำ
3. บรอกโคลี
4. ถั่วฝักยาว
5. ถั่วงอก
6. หน่อไม้
7. มันสำปะหลัง
8. ผักโขม
9. เห็ด

อย่างไรก็ดี ขอย้ำกันอีกทีว่าผักเหล่านี้ไม่ใช่ผักต้องห้าม แต่ควรจำกัดปริมาณการบริโภคผักดิบไม่ให้กินเยอะครั้งละเป็นกิโลกรัม หรือรับประทานต่อเนื่องกันทุกวัน ๆ จนเกิดการสะสมของสารที่เป็นโทษต่างหากนะคะ

ประโยชน์และสารอาหารในผัก

คนไทยถือว่าโชคดีที่มีทั้งอาหาร พืชผักและผลไม้หลายชนิดให้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน หน้าแล้ง หน้าฝนตก น้ำหลาก ผักก็ไม่เคยขาดตลาด หาได้ง่ายและราคาถูกกว่าอาหารอื่นๆ การบริโภคผักหลากหลายชนิดทำให้ได้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายอย่าง แตกต่างกันไป อาจจะแนกด้วย สี หรือ สารอาหารก็ได้

รู้ไหมว่าในผักมีสารอาหารอะไร

ผักอุดมไปด้วย วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารพฤกเคมี (ประโยชน์ของผักหลากสี) ช่วยเสริมสร้าง ควบคุมการทำงาน และช่วยควบคุมการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย หลักแล้วสารอาหารที่มีอยู่ในผักสามาระแบ่งได้คร่าวๆดังนี้

ผักมีวิตามินซี

ได้แก่ คะน้า กะหล่ำปลี ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศสีดา ผักกวางตุ้ง ข้าวโพดอ่อน ชะอม บร็อคโคลี่ ดอกกะหล่ำ

ช่วยเพิ่มความต้านทานโรคหวัดเจ็บคอ ภูมิแพ้
ใช้ผลิตคอลลาเจน ช่วยให้เซลล์เกาะกันทำให้ผิวพรรณเต่งตึงสดใส
ช่วยเม็ดเลือดแดงต่อสู้กับเชื้อโรค เป็นแผลหายเร็ว
ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมของร่างกายเป็นไปด้วยดี
ผักมีวิตามินบี 1,2

ได้แก่ ข้าวกล้อง และข้าวที่ยังไม่ถูกขัดสี ถั่วต่างๆ รำข้าว ข้าวซ้อมมือ งา กระเทียม ผักใบเขียว

ช่วยบำรุงระบบประสาท สมอง ทำให้มีสมาธิความจำดี
เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรทให้เป็นพลังงาน
ป้องกันผิวหนังอักเสบ
เบต้าแคโรทีนและวิตามินเอในผัก

ผักที่มีเบต้าแคโรทีนได้แก่ ผักขม บร็อคโคบลี่ แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง
ผักที่มีวิตมินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ตำลึง (ใบและยอดอ่อน) ผักกูด มะระ (ยอดอ่อน) ผักกะสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้งขาว ใบบัวบก ใบเหรียง กระเจี๊ยบเปรี้ยวหรือกระเจี๊ยบแดง (ใบ) ใบแมงลัก ชะอม (ยอด) พริกชี้ฟ้าแดง ผักแพงพวย ผักปลัง ขี้เหล็ก (ดอก)

ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวทำลายเซลล์ ในร่างกาย
ช่วยในระบบสายตาและการมองเห็น
ช่วยทำให้เนื้อเยื่ออ่อนของเซลล์ และผิวหนังชุ่มชื้น
ไนอาซิน หรือ วิตามิน บี3

ได้แก่ ข้าว

ช่วยในการสร้างน้ำย่อย
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ
ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณ
ผักก็มีคาร์โบไฮเดรต

ได้แก่ มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วและถั่วฝักต่างๆ

พวกแป้งและน้ำตาลกลูโคส ทำให้ผักสดมีรสหวานอ่อน กินอร่อย
เซลลูโลส เป็นเส้นใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยดูดซับสารที่ไม่ต้องการออกจากกระเพาะลำไส้ ชะลอการดูดซึมน้ำตาลและช่วยให้อิ่มเร็ว
แคลเซียมและฟอสฟอรัส

ได้แก่ ผักแพว ยอดสะเดา กระเพราขาว

ช่วยบำรุงกระดูก และฟัน
ธาตุเหล็กในผัก

ได้แก่ มะเขือพวง ผักโขม ใบชะพลู ดอกแค ตำลึง

ช่วยบำรุงเลือด
เป็นตัวนำเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงยังเซลส์ต่างๆ
รู้อย่างนี้แล้วก็เลิกสงสัยได้แล้วค่ะว่าทำไมผู้ใหญ่จึงสอนและเคี่ยวเข็นให้เราทานผักเยอะๆ

ประโยชน์ของผักบุ้ง ที่มากกว่าแค่บำรุงสายตา

ประโยชน์ของผักบุ้ง ที่มากกว่าแค่บำรุงสายตา

ประโยชน์ดีๆ ที่อาจยังไม่รู้จากผักบุ้ง ช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันนัยน์ตาบ่อย ๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ช่วยป้องกัน และลดโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง เพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมอง และเพิ่มความสามารถในการจดจำ มีกากใยมากช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก บำรุงโลหิต และช่วยรักษาโรคโลหิตจาง สามารถลดน้ำตาล และคอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือด และหัวใจวาย มีแคลอรี่ต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ช่วยบำรุงธาตุ ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาทได้ ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย ต้นสดของผักบุ้งไทยช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ผักบุ้งมีรสเย็นจึงมีสรรพคุณช่วยถอนพิษเบื่อเมา รากผักบุ้งมีรสจืดเฝื่อนจึงมีสรรพคุณช่วยในการถอนพิษสำแดง ช่วยในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ดอกของผักบุ้งไทยต้นขาวสามารถใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อนได้ ใช้ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ แก้แผลมีหนองช้ำ ด้วยการใช้ต้นสดมาต้มน้ำให้เดือดนาน ๆ ทิ้งไว้พออุ่นๆแล้วเอาน้ำล้างแผลวันละครั้ง แก้พิษตะขาบกัด ด้วยการใช้ต้นสดเติมเกลือนำมาตำพอกบริเวณที่ถูกกัด ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาวนำมาใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้ ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาวจะช่วยลดการอักเสบ และอาการปวดบวมได้ ช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย สามารถใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด หรือผู้ที่ได้รับสารพิษต่างๆ ได้

ทำไมผักบุ้งจึงช่วยบำรุงสายตา? คำกล่าวแต่อดีต ถึงประโยชน์ของผักบุ้งที่ช่วยในการบำรุงสายตานั้นคือความจริง เนื่องจากผักบุ้งมีสารที่ชื่อ “เบต้าแคโรทีน” จำนวนมาก (โดยเฉพาะผักบุ้งจีน) ซึ่งเบต้าแคโรทีนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ภายหลัง และสรรพคุณของวิตามินเอ คือการช่วยบำรุงสายตา เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในดวงตา ทำให้ตาไม่แสบ ไม่แห้ง แลดูเป็นประกาย ดังนั้นหากคุณทำงานที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรืออาชีพที่ต้องใช้สายตาบ่อยๆ การทานผักบุ้งเป็นประจำ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างวิตามินเอให้กับร่างกาย เป็นการทานอาหารเพื่อบำรุงสายตาโดยตรง

ทานผักบุ้งไทยหรือผักบุ้งจีน หลายๆคนมักจะชอบกินผักบุ้งจีนมากกว่าผักบุ้งไทย เพราะนำไปผัดแล้วอร่อยกว่ากันมาก ทั้งยังมีใบที่ใหญ่ อ่อนนุ่มไม่แข็งเหมือนผักบุ้งไทย แต่ผักบุ้งไทยได้ถูกนิยมนำไปทานดิบ ทานร่วมกับส้มตำและลาบ โดยผักบุ้งไทยจะโดดเด่นในเรื่องของสรรพคุณทางยา เพราะสามารถนำดอกไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าทั้งการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาหารแก้ต่างๆ … แต่ผักบุ้งจีนถือได้ว่าเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า รวมไปถึงมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนมากกว่าผักบุ้งไทย ดังนั้นประโยชน์ของทั้งผักบุ้งทั้งสองประเภทจึงมีในด้านแตกต่างกัน

เห็นคุณประโยชน์มากมายแบบนี้แล้ว ก็ลองคิดเมนูที่ทำจากผักบุ้งเอาไว้ได้เลย ทั้งอร่อย ทั้งมีประโยชน์ แถมราคาถูกมากอีกด้วย แต่ถ้าให้ดีควรทานผักบุ้งสดๆ หรือผักบุ้งลวกก็จะได้ประโยชน์อย่างครบถ้วนกันเลย