รวบแล้ว! “ต้น ห้องน้ำ” ยกพวกยิงถล่ม “วิน จยย.หมอชิต” ดับ 6

เจ้าหน้าที่ตำรวจ แถลงข่าวจับกุม “ต้น ห้องน้ำ” หนึ่งในผู้ต้องหาก่อเหตุยิงถล่มคู่อริ บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต เมื่อปี 2557 เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ กองปราบปราม มีการแถลงข่าวจับกุม นายสุรชัย หรือ “ต้น ห้องน้ำ” อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5/2557 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งจับกุมได้ที่ร้านตัดผมแห่งหนึ่ง ใกล้กับหมู่บ้านปูนซีเมนต์ไทย ถ.ประชาชื่น แขวงและเขตจตุจักร กทม.

ทั้งนี้เมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 1 ม.ค. 2557 เกิดเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่างกลุ่ม กม.11 กับกลุ่มวิน จยย.รับจ้าง ภายในสถานีขนส่งหมอชิต ซึ่งทั้งสองกลุ่มเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน รวมทั้งยังมีความขัดแย้งเรื่องการจัดคิวรถตู้โดยสาร ก่อนจะยกพวกใช้อาวุธปืนยิงถล่มเข้าใส่กันอย่างอุกอาจ แบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 5 คน เหตุเกิดขึ้นภายในบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต หลังเกิดเหตุตำรวจ สน.บางซื่อ สอบสวนจนทราบตัวคนร้ายซึ่งอยู่ในกลุ่ม กม.11 เป็นผู้ก่อเหตุ พร้อมกับออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน คือ นายสุรชัย อายุ 34 ปี, นายวราวุธ อายุ 35 ปี และ นายอโณทัย อายุ 30 ปี

ต่อมาในปี 2558 สน.บางซื่อ ก็ตามจับกุม นายอโณทัย ไว้ได้ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีคดีไประหว่างขอประกันตัวในชั้นศาล ส่วนนายสุรชัย ผู้ต้องหา สืบทราบว่าหลบหนีคดีมาอาศัยอยู่ที่ย่านงามวงศ์วาน จึงเฝ้าติดตามจับกุมไว้ได้ พร้อมกับขยายผลเข้าตรวจค้นที่พัก แต่ไม่พบอาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมาย คดีนี้จึงเหลือเพียง นายวราวุธ ที่ยังหลบหนี เบื้องต้นจากการสอบสวนนายสุรชัย ให้การว่า ตนนั้นเคยทำงานเฝ้าห้องน้ำอยู่ในสถานีขนส่งหมอชิต ส่วนคดีที่เกิดขึ้นตนให้การปฏิเสธ โดยขอไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น

รวบลูกกตัญญูหลงผิดค้ายาบ้า ขอก้มกราบบุพการีก่อนถูกจับ

ลูกชายวัย 44 ปี หลงเดินทางผิดค้ายาบ้า อ้างหาเงินเลี้ยงครอบครัว ขอกราบลาบุพการีชดใช้กรรม ก่อนเจ้าหน้าที่จะคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อเวลา 17.00 น. นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอภิวัฒน์ สาลีวัน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง และกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายธวัชชัย อายุ 44 ปี ในข้อหาเสพยาเสพติด และครอบครองเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ของกลางยาบ้า 2 เม็ด

นายนรเสฏฐ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของผู้ต้องหา มีการใช้บ้านพักลักลอบจำหน่ายยาบ้า ให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ และเสพยาเสพติด จึงนำกำลังบุกเข้าจับกุมตัว พร้อมของกลางยาบ้า 2 เม็ด และอุปกรณ์การเสพ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ค้ายาบ้าจริง เพื่อต้องการนำเงินไปเลี้ยงบุพการีที่ล้มป่วย

เมื่อตรวจสอบภายในบ้าน ต้องถึงกับสลดใจ เมื่อสองผู้เฒ่า ผู้เป็นพ่อวัย 80 ปี และผู้เป็นแม่วัย 77 ปี ได้ป่วยโรคชรานอนติดเตียง ไม่อาจช่วยตัวเองได้ มีเพียงบุตรชายที่ตกเป็นผู้ต้องหา คอยปรนนิบัติเลี้ยงดูในทุกๆ เรื่อง ซึ่งตัวผู้ต้องหาเมื่อรู้ว่าทำผิดต่อบุพการี ได้ก้มลงกราบแทบเท้าขอขมาต่อบุพการี น้ำตาแม่ถึงกับไหลพราก เป็นภาพที่อเนจอนาถใจยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.พลูตาหลวง มาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมติดต่อญาติมาให้การดูแลแทนสองผู้เฒ่า เพราะทั้งคู่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ แม้จะกินอาหารหรือปลดทุกข์ก็ตาม

สองตายายเก็บเห็ด ขอตำรวจคุ้มครอง ก่อนวันพิพากษา 2 พ.ค.

ทนายสงกรานต์ พาสองตายายเก็บเห็ดร้อง รอง ผบ.ตร. ขอกำลังคุ้มครองความปลอดภัยก่อนถึงวันพิพากษาฎีกา นายสงกานต์ อัจริยะทรัพย์ ทนายความ พร้อมด้วย นายอุดม และ นางแดง ศิริสอน สองตายายเก็บเห็ดที่ตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่า จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปี 2553 เดินทางเข้าพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพรามหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองระหว่างรอคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากรู้สึกไม่ปลอดภัย

เพราะเมื่อเดือนมีนาคม 2559 มีข้าราชการหน่วยงานรัฐกว่า 10 นาย นำรถยนต์กระบะขับเข้าไปที่บ้านพัก ลักษณะข่มขู่ จึงหวาดกลัว พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลที่บุกรุกป่าสงวนจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 72 ไร่ และตัดไม้ต้องห้ามไปกว่า 700 ท่อน ก่อนจะโยนความผิดให้กับสองตายายนั้นเป็นใคร เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่

นายอุดมระบุว่า สิ่งที่ยังกังวลคืออิทธิของเจ้าหน้าที่ กลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย ส่วนผลคำพิพากษาไม่ว่าจะออกมาอย่างไร ตนเองก็พร้อมจะยอมรับและไม่คิดจะหนีไปไหน ทั้งนี้เรื่องการเก็บเห็ดนั้นทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จึงไม่คิดว่าจะมีความผิดด้านพลตำรวจเอกศรีวราห์ ได้รับเรื่องดังกล่าวและสั่งการให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าคุ้มครองความปลอดภัยสองตายายแล้ว รวมถึงสั่งการให้ตรวจสอบหาบุคคลที่บุกรุกป่าด้วย

แทบขาดใจ! หนุ่มเดินขึ้นเขาหาของป่า ช็อกเจอศพพ่อตัวเองที่หายตัวนาน 13 วัน

สุดช็อก! หนุ่มเดินขึ้นเขาลวกหาของป่า ผงะเจอศพนอนอืด กลิ่นเหม็นลอยฟุ้ง เข้าไปดูใกล้ๆแทบช็อกเมื่อพบว่าเป็นศพพ่อตัวเองที่ออกตามหานาน 13 วัน คาดอากาศร้อนจัดจึงเป็นลมหมดสติกะทันหัน ความคืบหน้ากรณี นางสาวนิศาชล อายุ 44 ปี วอนสื่อช่วยติดตามหาบิดาของตนเองคือ นายชาย อายุ 85 ปี อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ซึ่งมักมีอาการหลงๆลืมๆ ได้หายตัวออกไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีผู้ใดพบเห็น ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2560

ล่าสุด นายสำราญ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลูกชาย ได้ขึ้นไปบนเขาลวกเพื่อไปหาเก็บผัก เก็บของป่ามาประกอบอาหารตามวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยเดินเข้าป่าพร้อม สุนัข จำนวน 10 ตัว ขณะที่เดินหาของป่า ได้ยินเสียงสุนัขเห่าเสียงดัง พร้อมวิ่งไปมา ตนจึงรีบเดินไปดูตามเสียง และได้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง เมื่อไปถึงจุดที่สุนัขเห่า ก็ถึงกับผงะเมื่อพบว่ามีศพคนนอนเสียชีวิต ไม่สวมรองเท้า ในสภาพนอนหงาย ขึ้นอืด ผิวหนังไหม้เกรียมจากแสงแดด และเริ่มเน่า ส่งกลิ่นเหม็นทั่วบริเวณ และเมื่อสังเกตก็ต้องตกใจเป็นสองเท่า เพราะผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่ตรงหน้า คือนายชาย อายุ 85 ปี พ่อของตนเอง ที่ญาติๆพากันออกตามหารวมเวลากว่า 13 วัน โดยไม่คิดว่าจะได้พบพ่อในสภาพที่กลายเป็นศพอยู่ในป่าบนเขาแบบนี้

จากนั้น นายสำราญ ชูใส จึงได้รีบลงจากเขาไปแจ้งให้ครอบครัวทราบว่าเจอนายชาย ผู้เป็นพ่อแล้ว ซึ่งกลายเป็นศพอยู่ในป่าเขาลวก มีความสูง ประมาณ 500 เมตร โดยจุดที่พบศพอยู่ห่างจากตัวบ้าน 6 กิโลเมตร จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังโป่ง ทราบ ก่อนประสานขอกำลัง กู้ภัยวังโป่งรวมใจ พร้อมด้วย แพทย์เวร รพ.วังโป่ง เข้าพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยของการต่อสู้ หรือถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน โดยทางญาติไม่ได้ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ช่วยกันนำศพลงมาจากเขา ด้วยความยากลำบาก เพราะเป็นพื้นที่ป่าเขาสูงชัน เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงนำศพลงมาได้สำเร็จ ก่อนมอบให้ญาติ นำไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

สะเทือนใจ แม่นกเงือกปกป้องลูกน้อยถูกขโมย จนตายคาโพรง

เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรารักษ์ เกาะยาว ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกาะยาว จ.พังงา ได้มีการโพสต์ภาพและเรื่องราวของแม่นกเงือกที่ปกป้องลูกน้อยจากการถูกขโมยไปขายในโลกโซเชียล โดยระบุว่า “วันนี้ตอนบ่ายไปดูโพรงรังนกเงือกที่ต้นเสม็ดแดงตามปกติ ซึ่งจะไปดูสองวันครั้ง ไปวันนี้ก็รู้สึกแปลก ๆ เพราะสภาพเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงลูกนกร้อง เลยเข้าไปดูใกล้ ๆ สภาพโพรงที่ว่างเปล่า บอกให้รู้ว่าได้มีขโมยมาล้วงเอาลูกนกเงือกไปอีกแล้ว

แต่รู้สึกแปลกใจว่าในโพรงมันน่าจะมีอะไรอยู่ เพราะสภาพในโพรงรังมืด ใช้แฟรชกล้องถ่ายรูปส่องดู เห็นมีนกเงือกนอนอยู่ในโพรง เลยลงไปชวนโกบกับรุสดิ้นขึ้นมาดู หลังจากกระเทาะดินด้านหน้าของโพรงออกแล้ว เจอแม่นกเงือกนอนตายอยู่ในโพรง แม่นกคงต่อสู้เพื่อปกป้องลูกของมันจากคนที่ไปขโมยลูก เลยถูกคนทำอันตรายถึงตาย น่าเศร้าใจจริง ๆ ครับ นกเงือกแม้มันเป็นสัตว์ แต่ความรักที่มันมีต่อลูกน้อยของมัน มีค่ากว่าชีวิตของตัวเอง ยอมตายเพื่อจะปกป้องลูก วันนี้อีกหนึ่งชีวิตแม่ที่จบสิ้น เพราะความรักลูก และเพราะความใจร้ายของคน วันนี้ที่ต้นเสม็ดแดง เคยมีเสียงลูกนกร้อง เสียงแม่นกเพรียกหาพ่อนก เสียงพ่อนกร้องเสียงดังก่อนที่จะไปป้อนอาหารที่รัง บัดนี้ไม่มีแล้ว”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ซึ่งเหตุการณ์การขโมยลูกนกเงือกไปขายไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากโชคดีมีคนแจ้งเบาะแสก็สามารถช่วยชีวิตลูกนกเงือกไว้ได้ และต้องมีสมาชิกในกลุ่มคอยสอดส่องดูแลครอบครัวนกเงือก ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ทางเพจเรารักษ์ เกาะยาว ได้ให้ข้อมูลว่า นกเงือกเป็นสัตว์อายุยืน อาจจะมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปี แต่ละตัวสามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 ต้น/สัปดาห์ หากไม้เหล่านี้สามารถเจริญเป็นไม้ใหญ่ได้เพียง 5 % หนึ่งชีวิตของนกเงือกจะสามารถปลูกไม้สำคัญของป่าได้ถึง 500,000 ต้น

ฮือฮา เด็กเล่นน้ำเหมือนถูกดึงขา ดำไปดูเจอรูปปั้นเจ้าแม่นาคี

ชาวบ้านฮือฮา รูปปั้นเก่าแก่โผล่ขึ้นลำน้ำชีขอนแก่น ชาวบ้านแห่กราบไหว้ขอโชคลาภกันอย่างเนืองแน่น เชื่อว่าเป็นพระนางอุมาราวดี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด สืบเนื่องจากเฟซบุ๊ค บุญตา สุดโต ได้ลงข้อความในโลกโซเชียลว่า พบพระพุทธรูปมีพญานาคปกป้องคุ้มครอง 1 องค์ ได้นำขึ้นมาจากลำน้ำชี ในเขตพื้นที่บ้านชีวังแคน หมู่ 13 ต.สวนหม่อน อ.มัญจาคีรนี จ.ขอนแก่น ซึ่งได้นำมาตั้งบวงสรวงอยู่ในวัดป่าสวรรค์คงคาราม จึงได้ไปตรวจสอบในสถานที่ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าตรงหน้าอุโบสถ มีชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันมาดูและกราบไหว้อย่างเนืองแน่นตลอดเวลา โดยด้านหน้าอุโบสถจะเขียนว่า “ขอเชิญบริจาคดอกไม้, ธูป, เทียน เพื่อสมทบทุนสร้าง “หอโฮง” ให้พระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด”

เมื่อเข้าไปในอุโบสถพบว่า มีพระอาจารย์ประเสริฐ คุณสุวณโณ อายุ 47 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าสวรรรค์คงคาราม ได้จัดตั้งให้มีการทำพิธีบวงสรวงพระพุทธรูปพระนางอุมาราวดีเทวี โดยพระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด เป็นพระพุทธรูปที่มีอายุประมาณ 100 กว่าปี พระนางนั่งพับเพียบทรงศีล มีพญานาคอยู่ด้านหลัง ชูเศียรปกป้องคุ้มครอง ความสูง 13 นิ้ว ฐาน 6 นิ้ว ความยาว – กว้าง 6 คูณ 6 นิ้ว อยู่บนถาดเงินและลอยอยู่ในอ่างบัวขนาดเล็ก แม่ของ ด.ช.ตุ้ย อายุ 12 ปี บอกว่า ในช่วงเย็นวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ลูกชายได้ไปเล่นน้ำในลำน้ำชีที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 10 เมตร ซึ่งน้ำมีไม่มากนัก พบมีกระทงบวงสรวงพญานาค 9 ตัว 9 เศียรลอยอยู่ตรงบริเวณนั้น โดยไม่มีใครทราบว่าลอยมาจากไหน และมาอยู่ในจุดดังกล่าวได้อย่างไร ด.ช.ตุ้ยพร้อมเพื่อนจึงได้ลงเล่นน้ำตรงนั้น แต่เพื่อนบอกว่ามีขาข้างหนึ่งเหมือนถูกดึง ด.ช.ตุ้ยจึงดำลงไปดูก็พบว่าเพื่อนเหยียบรูปปั้นอยู่ ด.ช.ตุ้ยจึงได้นำขาเพื่อนออกมา แล้วก็อุ้มสิ่งของดังกล่าวขึ้นมาไว้บนริมฝั่ง เมื่อเห็นเต็มตา ด.ช.ตุ้ยเชื่อว่าเป็น เจ้าแม่นาคี ก็กราบไหว้แล้วก็ไปเรียกผู้ใหญ่บ้าน พร้อมกับชาวบ้านมาตรวจดู และพิสูจน์ว่าสิ่งที่พบ ต้องมีอะไรแน่ ทำไมดึงขาเพื่อนให้จมลงไปในน้ำได้

นายสุรพล  ศรีบุญเรือง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 จึงเล่าต่อว่า หลังจากได้พบเห็นพระนางอุมาราวดีเทวีในลำน้ำชีแล้ว จู่ๆ ก็มีหมอพราหมณ์เดินทางมาจาก อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น มาที่วัดพร้อมกับขอทำพิธีเรียกเทพพญานาคจากวัดป่าคำชะโนดมาประทับ แล้วก็บอกว่าเป็นพญานาคที่ชื่อว่า “พระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด” มาตามหาลูกชายในสถานที่ดังกล่าว พร้อมกับบริวารอีก 5 ตัว ตอนนี้ได้พบลูกชายแล้ว และจะขออยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ไปอีก 2-3 ปี ก็จะขอกลับไปที่วัดป่าคำชะโนด จ.อุดรธานี เพื่อให้ชาวบ้านและคนที่เคารพศรัทธาปู่ศรีสุทโธได้กราบไหว้ อยู่ร่มเย็นเป็นสุขมั่งมีเงินทอง โดยเฉพาะชาวบ้าน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ที่ประสบภัยแห้งแล้งมาโดยตลอด ชาวบ้านที่ทราบข่าวพบรูปปั้นเจ้าแม่นาคี หรือ พระนางอุมาราวดีเทวี พระสนมปู่ ศรีสุทโธ วัดป่าคำชะโนด ในลำน้ำชี อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ได้ทยอยมากราบไหว้อย่างเนืองแน่น ตลอดทั้งวัน เพราะเชื่อว่าเป็นจริงตามความเชื่อและความศรัทธา จึงได้มากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะโชคลาภเช่นกัน

เด็กแว้นเมืองชลฯ เหิมหนัก เอาน้ำเน่าใส่ถุงพลาสติก ปาใส่ชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนที่ใช้ถนนเส้นสะพานใหม่ชลบุรี ต.บางทราย อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้รับความเดือนร้อนจากกลุ่มเด็กแว้นไล่ขว้างปาถุงน้ำพลาสติกใส่กัน ก่อนคืนวันสงกรานต์หนึ่งวัน บางรายนำเอาน้ำเหม็นๆ มีฟองผงซักฟอกใส่ถุงปาใส่คนที่ขี่รถผ่านไปมา จนประชาชนได้ความเดือนร้อน

โดยมีผู้เสียหาย เล่าว่า ตนเองได้ขี่รถจักรยานยนต์เพื่อจะกลับบ้าน ผ่านกลุ่มเด็กแว้นขี่รถจักรยานยนต์มากันหลายคัน ก่อนปาถุงพลาสติกใส่ที่แขน จนได้รับบาดเจ็บ และน้ำในถุงก็มีฟองผงซักฟอก ทำให้ประชาชนที่ใช้ถนนเเลียบชายหาดทะเล ไปจนถึงถนนสะพานใหม่ เพื่อสัญจรไปเที่ยวงานกาชาดชลบุรี หรือผู้ที่มาพักผ่อนชมวิวบริเวณสะพานใหม่ โดนกลุ่มเด็กแว้นขว้างปาถุงน้ำใส่

ส่วนถุงน้ำที่เด็กแว้นใช้ขว้างปาใส่กันนั้น ไม่ใช้เพียงถุงน้ำเปล่าเท่านั้น บางรายใส่น้ำเน่าเสีย น้ำแฟ้บ น้ำปลาร้า น้ำแกง น้ำทะเล ไข่ไก่เน่า รวมไปถึงน้ำมันเครื่อง นำมาใส่ถุงพลาสติกใส่แล้วมัดปากด้วยหนังยาง ก่อนที่จะร่วมตัวกันบริเวณสะพานใหม่เพื่อขี่รถจักรยานยนต์ไล่ขว้างปาถุงน้ำใส่กันอย่างอย่างคึกคะนอง  ทั้งขว้างปาใส่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่สัญจรถนนเส้นนี้ และพบว่าประชาชนที่ถูกเด็กแว้นขว้างปาถุงน้ำใส่ บางรายได้รับบาดเจ็บฟกซ้ำตามร่างกายจากแรงปะทะของถุงน้ำพลาสติก และอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เพราะเนื่องจากถุงพลาสติกที่ตกเกลื่อนกลาดตามท้องถนน ทั้งนี้ ชาวบ้านวอนให้ผู้เกี่ยวข้องได้กวดขัน ไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นเล่นสงกรานต์แบบคึกคะนองเกินขอบเขต เพราะอาจจะทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

เจอแล้วสาวน้ำใจงามช่วยคนเจ็บกลางถนน เป็นคุณหมอฟัน รพ.มหาสารคาม

ทันตแพทย์หญิงเพิ่งเลิกงานช่วยชีวิตคนเจ็บหนักข้างถนน จากเหตุรถชนกลางดึก จากกรณีโลกโซเชียลต่างเผยแพร่ภาพ หญิงสวมเสื้อขาวรายหนึ่งกำลังเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อยู่บริเวณข้างถนนเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา บริเวณถนนริมคลองสมถวิล จ.มหาสารคาม ซึ่งทราบภายว่า หญิงรายนี้คือทันตแพทย์ท่านหนึ่งของโรงพยาบาลมหาสารคามที่เพิ่งเลิกงานและกำลังขับรถจะกลับบ้าน แต่บังเอิญขณะนั้นมีอุบัติเหตุจึงรีบลงจากรถ สวมบทแพทย์กู้ชีพจำเป็น พร้อมทั้งทำแผลสดและประคองผู้บาดเจ็บไม่ให้เคลื่อนไหว ก่อนนำส่งโรงพยาบาลในที่สุด ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง ทพญ.นัชนพ รัตนเดชสกุล หรือ คุณหมอต้นกล้า ซึ่งเป็นบุคคลในภาพ และปฏิบัติหน้าที่เป็นทันตแพทย์และเป็นหัวหน้างานประชาสัมพันธ์ ของโรงพยาบาลมหาสารคาม

โดยคุณหมอต้นกล้า เล่าว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน ตนเพิ่งเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อขึ้นรถไปสักครู่ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นบริเวณหลังรถ เมื่อลงไปดูก็พบอุบัติเหตุระกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ โดยรถจักรยานยนได้ล้มอยู่บริเวณข้างถนน ใกล้กันพบผู้บาดเจ็บเป็นเยาวชนหญิง นอนร้องด้วยความเจ็บปวด ตนจึงรีบวิ่งเข้าไปดู พบว่าเยาวชนหญิงมีอาการบาดเจ็บที่บริเวณลำตัวเป็นแผลถลอกหลายจุด ส่วนที่ปลายคางมีแผลใหญ่และลึก ส่งผลให้เลือดไหลออกไม่ยอมหยุด ตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งกู้ชีพ 1669 และรีบทำการห้ามเลือด พร้อมทั้งหยิบอุปกรณ์ที่มีอยู่ในรถออกมาทำแผลเบื้องต้นให้ผู้บาดเจ็บทันที และประคองคอของผู้บาดเจ็บไม่ให้เคลื่อนไหวเพราะเกรงจะบาดเจ็บซ้ำอีก

ทั้งนี้ ตนเองแม้จะเป็นหมอฟันแต่รู้วิธีกู้ชีพและสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุบัติเหตุได้ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาเลิกงานแต่หน้าที่แพทย์ในการช่วยเหลือผู้คนนั้นไม่หยุด เมื่อคุณใส่เสื้อกาวน์แล้ว นั่นแหละ คุณถอดไม่ได้ จึงต้องเข้าสู่โหมดทันตแพทย์กู้ชีพ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บให้ปลอดภัยที่สุด ตามมาตรฐานและแนวทางที่เคยได้เรียนมา และภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลือประชาชน คุณหมอต้นกล้า กล่าวทิ้งท้ายว่า ช่วงนี้เป็นเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ มีผู้ขับขี่ใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก จึงอยากขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและมีน้ำใจแก่เพื่อนร่วมทาง หากพบเห็นอุบัติเหตุหรือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินให้รีบกดโทรศัพท์แจ้ง 1669 ทันทีเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็ยบได้อย่างทันท่วงที

สุดอนาถ! พระบิณฑบาตโดนตำรวจเมาตบศีรษะต่อหน้าชาวบ้าน

พระได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีหลังถูกดาบตำรวจเมาตบศีรษะ เนื่องจากไม่พอใจที่พระบอกบริจาคเงินมากไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตรัง พระมหาศักย์ศรณ์ คงผล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์อยู่ที่วัดคลองน้ำเจ็ด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ ดาบตำรวจมานพ สังกัดตำรวจน้ำอำเภอกันตัง จ.ตรัง

หลังจากที่เมื่อเช้า พระมหาศักย์ศรณ์กำลังเดินบิณฑบาตอยู่บริเวณถนนวิเศษกุล อยู่ๆ ด.ต. มานพ ก็ขับรถเก๋งสีขาวมาจอดในสภาพมึนเมา และนำเงิน 500 บาทมาใส่บาตร แต่พระมหาฯ บอกว่ามากเกินไป ทำให้ ด.ต มานพ เกิดความไม่พอใจ ได้ใช้มือซ้ายล็อกคอพระมหาฯ และใช้มือขวาตบศีรษะพระมหาฯ จำนวน 2 ครั้ง ก่อนที่จะพยายามถลกจีวรออก โดยบอกกับชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์ในบริเวณดังกล่าวว่าเป็นพระปลอม มาจากวัดสาลิการาม ต.โคกหล่อ ซึ่งพระมหาฯ ชี้แจงว่าตนเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นพระจริง โดยได้จำพรรษาที่วัดคลองน้ำเจ็ดไม่ใช่วัดสาลิการาม แต่ ด.ต. มานพ ไม่เชื่อ ยังคงพยายามถลกจีวรพระออก จนมีชาวบ้านเข้ามาห้าม และนำตัวพระมหาฯ เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองตรัง ซึ่งมี ด.ต. มานพ ตามมาเอาเรื่องพระมหาฯ จนตำรวจ สภ.เมืองตรัง ต้องมาลากตัวออกไปเพื่อสงบสติอารมณ์

ต่อมาภรรยาและพี่ชายของ ด.ต. มานพ เดินทางมาขอโทษแทน ทำให้พระมหาฯ ไม่เอาเรื่องแต่ขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และให้ ด.ต. มานพ ไปกราบขอขมาตนและเจ้าอาวาสวัดคลองน้ำเจ็ด และให้สัญญาว่าต่อไปจะไม่เมาสุราและประพฤติอย่างนี้อีก โดยตำรวจได้เปรียบเทียบปรับ ด.ต. มานพเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท ซึ่งพี่ชายของ ด.ต. มานพ  รับปากว่าจะพา ด.ต. มานพ ไปขอขมาภายใน 1-2 วันนี้

เต่าออมสิน ตายแล้ว ทีมสัตวแพทย์แถลงข่าวทั้งน้ำตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำทีมสัตวแพทย์ที่ทำการรักษา เต่าออมสิน แถลงการรักษาและอาการล่าสุดของเต่าออมสิน ณ ห้องประชุม1ชั้น 3 สำนักคณบดี อาคาร 50 ปี สัตวแพทยศาสตร์ ด้าน รศ.สพ.ญ.นันทริกา ชันซื่อ ผอ.ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เต่าออมสิน ตายแล้ว เมื่อเวลา 10.10 น. โดยขอให้ใช้กรณีเต่าออมสิน เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมโลก พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการโยนเหรียญ หรือสิ่งแปลกปลอมให้สัตว์กิน เพราะกระทบรุนแรงต่อชีวิตสัตว์ ซึ่งในระหว่างการแถลงข่าว รศ.สพ.ญ.นันทริกา ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และลุกไปร้องไห้

โดยก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ทีมสัตวแพทย์ ได้ผ่าตัดเต่าออมสิน เนื่องจากพบอาการแทรกซ้อน จากลำไส้บิดตัวรัดกันเอง หลังจากการเพราะการนำก้อนเหรียญจำนวน 915 เหรียญออกจากท้อง ทำให้อวัยวะภายในเกิดความผิดปกติ หลังการผ่าตัดอาการของเต่าออมสินดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาอาการของเต่าออมสินไม่ดีนัก เนื่องจากพยายามฟื้นตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ในช่องท้องที่มีพื้นที่มากขึ้นจากก่อนผ่าตัด มีแก๊สเพิ่มขึ้นมากทำให้ปวดท้องและเสียโปรตีน

เบื้องต้น คาดว่า เกิดจากร่างกายอ่อนแอ และมีสารนิกเกิลที่เป็นสารเคลือบเหรียญในกระแสเลือด มากกว่าปกติถึง 200 เท่า ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำ และกระทบระบบกล้ามเนื้อและหัวใจ ทำให้เต่าออมสินมีอัตรารอดไม่เกินร้อยละ 50 โดยเต่าออมสินอยู่ในห้องไอซียูหลังการผ่าตัด ที่ทีมสัตวแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดมาจะครบ 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน ทั้งนี้ เต่าออมสิน เป็นเต่าตนุ เพศเมียอายุ 25 ปี ถูกทิ้งเอาไว้ในบ่อเลี้ยงร้าง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยทีมสัตวแพทย์ได้เข้าไปช่วยเหลือ และพบว่าในร่างกายของมัน มีเหรียญจำนวนมาก จึงได้ผ่าตัดเอาเหรียญออกจากช่องท้องพบว่า มีเหรียญมากกว่า 5 กิโลกรัม จำนวน 915 เหรียญ