เปิดใจ! “โรมัน กอนซาเลซ” หลังแพ้ครั้งแรกในชีวิ

“ช็อคโกลาติโต้” โรมัน กอนซาเลซ ยอดกำปั้นชาวนิการากัว ยังคงช็อกไม่หายกับการพ่ายแพ้ครั้งแรกในการชกมวยอาชีพ ที่มีต่อผู้ท้าชิง ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ที่เมดิสันสแควร์ การ์เดน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนการชก กำปั้นชาวนิการากัว วัย 29 ปี เจ้าของสถิติแชมป์โลก 4 รุ่น ได้รับการยอมรับจากวงการมวยทั่วโลกว่าเป็นนักมวยที่ดีที่สุดในโลกจากทุกรุ่นการแข่งขัน และมีภาษีดีกว่า ผู้ท้าชิงชาวไทยมาก ชนิดที่อัตราต่อรองในร้านพนันถูกกฎหมายออกราคามาแบบห่างชั้นกันแบบสุดกู่

แต่เกมการชกไม่เป็นแบบที่หลายฝ่ายคิด เพราะเพียงแค่ยกแรก “เจ้าแหลม” ก็เป็นฝ่ายอัดขวาเข้าชายโครง ส่งร่างแชมป์ทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุถูกหัวชน ซึ่งทำให้ “ช็อคโกลาติโต้” ต้องเจอกับแผลที่หางคิ้วขวา ทำให้ตลอดการชกมันเป็นอุปสรรคในการมองเห็น และทำให้เจ้าตัวหยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 46 ไฟต์ ก่อนเพิ่มสถิติเป็นความพ่ายแพ้แทน

“มันเป็นการชกที่ดีไฟต์หนึ่ง ผมมีสภาพร่างกายที่ดี และสามารถยืนแลกหมัดได้ตลอดทั้ง 12 ยก แต่ก็อย่างที่เห็นมันเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากจริงๆ ผมต้องคอยเช็ดเลือดจากหางคิ้วขวา และพี่เลี้ยงต้องคอยห้ามเลือดในระหว่างพักยก ผมต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้การชกเป็นไปด้วยดี” “ผมไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสิน แต่มันเป็นเกมกีฬา และผมก็ไม่มีปัญหาอะไร หากไม่ได้รีแมตช์กับนักชกชาวไทยอีกครั้ง ผมมีความสุขที่ได้กลับมายังประเทศของผม ผมจะได้พักผ่อนบ้าง ผมรู้ว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ยากไฟต์หนึ่ง แต่ผมไม่เคยมีภาพในหัวเลยว่าผมจะเป็นฝ่ายปราชัยในครั้งนี้” โรมัน กอนซาเลซ กล่าว

“สื่อซาอุฯ” เตือน “ทีมอาหรับ” ให้ระวังความขลังของราชมังคลากีฬาสถาน!

ทีมไทยเองถูกมองข้ามโดยสื่ออาหรับส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อซาอุฯ, UAE และอิรัก ซึ่งมองกลุ่ม B ว่าเป็นกลุ่มแห่งความตาย เพียงเพราะต้องร่วมกลุ่มกับออสเตรเลียและญี่ปุ่น เป็นที่ชัดเจน สื่ออาหรับมองทีมไทยว่าอ่อน และเป็นทางผ่านให้ทีมที่เหลือของกลุ่มนี้ โดยน่าจะแจก 6 แต้มไป-กลับ แต่ถ้าตามดูผลงานย้อนหลัง 3 ปีของไทย จะพบว่าระดับเทคนิกการเล่นของไทยเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสื่อญี่ปุ่นและออสเตรเลียเริ่มเตือนถึงความอันตรายของทีมชาติไทยในการเล่นในบ้านที่กรุงเทพฯ

ทีมจากอาหรับต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการเจอทีมชาติไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สนามราชมังคลาฯ เพราะทีมจากอาหรับเริ่มเผชิญกับความขลังของสนามแห่งนี้นับแต่ปี 2007 เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพเอเชียนคัพร่วมกับเวียดนาม, มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย โดยทีมชาติอิรักมาเสมอกับไทยในปีนั้นในนัดเปิดสนาม พอ 18 พ.ย. 2007 ทีมชาติเยเมนแพ้ไทยในนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 2010 6 ม.ค. 2010 ทีมชาติจอร์แดนเสมอไทยในเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก 2011 และในรายการเดียวกันไทยก็เสมออิหร่าน 0-0 เมื่อ 28 ม.ค. 6 ก.ย. 2011 ผลฟุตบอลย้อนหลัง ทีมชาติไทยอัดโอมาน 3-0 และเสมอซาอุฯ 0-0 เมื่อ 11 ต.ค. 2011 ในเกมคัดบอลโลก 2014 ออสเตรเลียที่อยู่กลุ่มเดียวกันชนะไทยแบบ “หืดจับ” ด้วยประตูชัยของ เบร็ตต์ โฮลแมน นาที 77

ส่วนในคัดบอลโลกหนนี้ ตอนรอบที่สองที่เพิ่งจบไป ทีมชาติอิรักก็มาพบความยากลำบากในการต่อกรกับไทย โดยเฉพาะความเร็วของนักเตะไทย โดยเสมอ 2-2 เมื่อ 8 ก.ย. 2015 ก่อนจะไปเสมอด้วยสกอร์เดียวกันที่เตหะราน ทำให้ไทยเป็นแชมป์กลุ่มโดยมี 14 แต้ม นำหน้าอิรัก 2 แต้ม ทีมชาติไทยเคยแพ้ซาอุฯ 0-6 ในเอเชียนคัพที่ UAE ปี 1996 แต่ในช่วงระหว่างปี 2007-2016 ทีมไทยแข็งแกร่งขึ้นในการเล่นในบ้านด้วยสไตล์การเล่นโต้เร็วและการชิ่งบอลเร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่โค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง วัย 42 ปีของไทยใช้ เขามีฉายาว่า “ซิโก้” และเคยติดทีมชาติไทยถึง 134 ครั้ง และถือเป็นหนึ่งในดาวซัลโวยิงไปถึง 71 ประตู ทีมชาติไทยเป็นทีมที่แกร่งที่สุดในอาเซียน เพราะได้แชมป์ในระดับนี้มา 4 รายการ รวมไปถึงเป็นเจ้าของแชมป์ซีเกมส์ 15 สมัย

กางโผ! “11 แข้งช้างศึก” เปิดบ้านฟัด “เศรษฐีน้ำมัน” คัดบอลโลก

ทีมชาติไทย เตรียมลงทำศึกนัดที่ 6 ของศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่ม บี ในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่  23 มีนาคม นี้ โดยจะพบกับ ซาอุดิอาระเบีย ที่แม้ฟอร์มจะไม่เข้าตา แต่ก็สามารถเก็บแต้มได้เรื่อยมาจนผงาดนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี โดยเกมนี้จะทำการแข่งขันกันที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เกมนี้แฟนบอลชาวไทย รอลุ้นและรอเชียร์กันได้ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางช่อง 7 สี

ขณะที่ในเรื่องของตัวผู้เล่น “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือขวัญใจชาวไทยมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ประกาศในงานแถลงข่าวก่อนเกมว่า “เกมนัดนี้ต้องมีแต้มในบ้าน ไม่สามแต้ม ก็หนึ่งแต้ม” หลังเคยเจอกันมาแล้วในเกมนัดประเดิมสนาม ซึ่งขุนพลช้างศึก โชว์ฟอร์มได้ไม่เป็นรอง เกมนี้คาดว่า “กุนซือจอมตีลังกา” จะไม่เปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากเกมเปิดบ้านเสมอกับ ออสเตรเลีย มากนัก โดยจะยังยึดระบบ 3-5-2 ซึ่งคาดการณ์ว่า 11 นักเตะจะเป็นดังต่อไปนี้ ผู้รักษาประตูแน่นอนจะเป็นใครไปไม่ได้ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ จะลงเฝ้าเสา กองหลังสามคน ประกอบด้วย กรวิทย์ นามวิเศษ, อดิศร พรหมรักษ์ และ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ในส่วนของวิงแบ็กสองข้าง ฝั่งขวาจะเป็น ทริสตอง โด ที่ระยะหลังโชว์ฟอร์มดีเหลือเกินกับต้นสังกัด เมืองทอง ยูไนเต็ด และแน่นอนฝั่งซ้ายจะเป็นใครไปไม่ได้ “กัปตันอุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน

แผงมิดฟิลด์ อย่างที่รู้กันดีว่าจะไม่มี สารัช อยู่เย็น กองกลางขาประจำที่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บหนักต้องพักยาว คาดว่า ชาริล ชัปปุยส์ จะได้ลงแทนตำแหน่งดังกล่าวร่วมกับ ปกเกล้า อนันต์ มิดฟิลด์จาก “แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด ส่วน ชนาธิป สรงกระสินธ์ จะเป็นตัวสร้างสรรค์เกมบุกตะลุยพาบอลปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งเหมือนเดิม แนวรุกในตำแหน่งหน้าเป้าคู่จะเป็น “ปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งที่ผ่านมา จับคู่กับ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ดาวยิงสังกัด กิเลนผยอง ที่เพิ่งจะซัดครบ 100 ตุงในเกมไทยลีก

‘ซิโก้’ห่วงนักเตะจิตตก เร่งฟื้นสภาพจิตใจก่อนดวลญี่ปุ่น ยังลังเลหาตัวแทน ‘ธีราทร’

หลังจากที่ทีมชาติไทย พลาดท่าถูกซาอุดีอาระเบีย บุกมาถล่มเอาชนะถึง 3-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่มบี นัดที่ 6 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ภายหลังเกมการแข่งขัน “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า ต้องขอโทษแฟนบอลกับผลงานที่น่าผิดหวัง เกมนี้นักเตะทุกคนตั้งใจที่จะเปิดเกมรุกสู้ตั้งแต่ต้น พยายามเพรสซิ่งใส่ผู้มาเยือน แต่การเสียประตูแรกทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนในครึ่งหลัง จนกระทั่งเสียประตูที่ 2-3 ก็ทำให้นักเตะหมดกำลังใจลงไป ส่วนหนึ่งต้องชมซาอุฯ ที่มาเยือนด้วยความพร้อมอย่างมาก

เฮดโค้ชทีมชาติไทย กล่าวต่อว่า การเจอกับญี่ปุ่นนัดต่อไปจะต้องขาด ธีราทร บุญมาทัน แบ๊กซ้ายกัปตันทีม ซึ่งจะต้องปรึกษากับทีมงานก่อนว่าจะเรียกตัวใครมาแทน ก็รู้สึกเสียดายเพราะถือว่าเป็นกำลังสำคัญของทีม “เกมกับซาอุดีอาระเบียเป็นเกมที่ยากแล้ว แต่ว่าเกมหน้ากับญี่ปุ่นนั้นเป็นเกมที่ยากยิ่งกว่า เพราะเป็นทีมที่มีความหลากหลาย อีกทั้งยังต้องบิ๊วอารมณ์นักเตะให้มีความหึกเหิมกลับมาอีก ซึ่งวันรุ่งขึ้นต้องรีบเดินทางแต่เช้า ก็เป็นห่วงว่าคืนนี้คงมีนักเตะหลายคนนอนไม่หลับ”

ส่วนการทำเข้าประตูตัวเองของ “ตั้ม”​ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ นั้น ซิโก้ กล่าวว่า ไม่โทษนักเตะคนใดคนหนึ่ง เพราะตั้มเองก็ทำงานหนักเพื่อทีมอยู่แล้ว การแพ้ก็ถือว่าแพ้ด้วยกันทั้งทีม จากนี้คงต้องปลุกนักเตะให้มีความกระหายมากที่สุดเพื่อชนกับญี่ปุ่นต่อไป ด้านเบิร์ก ฟาน มาร์ไวก์ กล่าวว่า ดีใจที่เกมนี้สามารถบุกมาเก็บชัยชนะได้ ผลนั้นมาจากการที่ทีมได้เดินทางมาเก็บตัวก่อนถึง 1 สัปดาห์ ทำให้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศได้ดี แม้ว่าครึ่งหลังอาจจะมีอาการล้าไปบ้าง แต่ก็ตั้งเป้ามาเก็บ 3 คะแนนที่บ้านไทยอยู่แล้ว

จับตาดู “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ให้ดี!

เมื่อปีที่แล้วถ้าจำกันได้ “แซม อัลลาร์ไดซ์” กลายเป็นกุนซือที่ทำสถิติการคุม “ทีมชาติอังกฤษ” ดีที่สุดคนนึง จากผลงาน 1 นัด ชนะ 1 นัด นั่นหมายความว่าชนะ 100 เปอร์เซนต์ ซึ่งบิ๊กแซมต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้เพราะปากตัวเองแท้ๆ ทำให้ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” กุนซือทีมชาติชุดเล็กตอนนั้นทำหน้าที่ขัดตาทัพแทน หลังจากพาทีมลงแข่ง 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 โดย ชนะ “มอลตา” 2-0 “สก็อตแลนด์” 3-0 และ เสมอ “สโลวีเนีย” 0-0 “สเปน” 2-2 เป็นผลทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือเอฟเอ ตัดสินใจเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปี กับกุนซือหนุ่มใหญ่วัย 46 ปี เป็นนายใหญ่ขุนพลสิงโตคำรามแบบเต็มตัว

แน่นอนว่ามีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่ากุนซือที่มีประสบการณ์การคุมทีมในระดับสโมสรเพียงแค่ “มิดเดิ้ลสโบรช์” ทีมเดียวจะไหวหรือ เพราะ “ความคาดหวัง” สูงมาก ในการพาทีมประสบความสำเร็จด้วยการเป็น “แชมป์” ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆอย่าง “ฟุตบอลโลก 2018” รัสเซีย รวมทั้งฟุตบอล “ยูโร 2020” ที่ยูฟ่าเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน ไม่ใช่ชาติเจ้าภาพแต่เป็นสนามของประเทศต่างๆในยุโรป (เหตุผลเนื่องจากช่วงนี้เศรษฐกิจในยุโรปไม่ดี และไม่ต้องการให้ประเทศเจ้าภาพแบกภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล) ถ้าดูจากสถานการณ์ของขุนพลสิงโตคำรามตอนนี้ เป้าหมายแรกของ “เซาธ์เกต” คือพาทีมเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่ม ซึ่งลงสนามไปแล้ว 4 นัด มี 10 คะแนน ถือว่าไม่ปลอดภัยเพราะทีมอันดับ 2 “สโลวีเนีย” มี 8 คะแนน และ อันดับ 3 “สโลวาเกีย” มี 6 คะแนน ถ้าเกิดพลาดสัก 2 นัดจาก 6 นัดที่เหลือก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ไม่เข้ารอบได้เหมือนกัน จริงๆก็ต้องเห็นใจ “เอฟเอ” ในตอนที่ตัดสินใจแต่งตั้ง “เซาธ์เกต” ด้วย เพราะยุคนี้ยังนึกถึงกุนซือชาวอังกฤษฝีมือดีๆหรือประสบการณ์สูงที่จะฝากความหวังไว้ได้ แถมกุนซือชื่อดังชาวต่างชาติหลายคนก็เลือกที่จะทำงานในระดับสโมสรยักษ์ใหญ่มากกว่า จึงมองว่า “เซาธ์เกต” โชคดีด้วยที่ยุคนี้ไม่มีใครมาเป็นคู่แข่งเก้าอี้นายใหญ่ทีมชาติ และเอฟเอก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

ส่วนตัวเองเชื่อว่า “เซาธ์เกต” ยังมือไม่ถึงที่จะมารับงานใหญ่ระดับทีมชาติ ถ้าดูผลงานจากการคุมทีม 4 นัดเหมือนจะสวยหรู แต่ถ้าเอาภาพการเล่นรายละเอียดตลอด 90 นาทีในแต่ละนัดมาดูอีกที จะเห็นว่า “ผลงานไม่น่าประทับใจเลย” ชนะทีมสมันน้อย “มอลตา” 2 ลูก ขณะที่คู่แข่งร่วมกลุ่ม “สก็อตแลนด์” กดไป 5 เม็ด บุกเสมอ “สโลวีเนีย” 0-0 ทั้งๆที่ทีมอย่างอังกฤษมีดีกว่า ต้องชนะ หรือเกมอุ่นเครื่องในบ้านกับ “สเปน” เอง ยิงนำไปก่อน 2-0 เพราะขุนพลกระทิงดุยังไม่ใช่ตัวหลัก แต่พอเปลี่ยนลงมาครึ่งหลังถูกตีเสมอ 2-2 และถ้าไปดูสถิติหลังเกมจะเห็นว่า คู่แข่งครองบอลกดดันมากกว่า 66 เปอร์เซนต์ต่อ 34 เปอร์เซนต์ โอกาสยิงยังน้อยกว่าอีก มาถึงตรงนี้คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้นอกจากรอดู “เซาธ์เกต” ทำงานของตัวเองต่อไป โดยเฉพาะสัปดาห์นี้ที่เป็นฟีฟ่าเดย์ของทีมชาติ วันนี้ขุนพลสิงโตคำรามต้องบุกไปเยือนขุนพลอินทรีเหล็ก “ทีมชาติเยอรมัน” ก่อนวันอาทิตย์ที่จะถึงเปิดบ้านเจอ “ทีมชาติลิธัวเนีย” (นัดนี้ยังไงต้องชนะ)

เสริมด่วน! “ช้างศึก” เรียก “นูรูล” ติดทัพลุยญี่ปุ่นคัดบอลโลก

“ช้างศึก” ทีมชาติไทยตัดสินใจเรียก นูรูล ศรียานเก็ม เข้ามาเสริมทัพ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่มบี นัดที่ 7 ที่จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น

ตามที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่ม บี นัดที่ 7 ที่จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560 นั้น ทางทีมงานสต๊าฟฟ์ได้ประชุมและปรึกษากัน พร้อมตัดสินใจเรียก นูรูล ศรียานเก็ม มาเสริมทัพก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น นูรูล ศรียานเก็ม จะเดินทางตามไปสมทบกับทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย ชุดใหญ่ในภายหลัง ซึ่งทางสมาคมฯ จะประสานงานเรื่องการเดินทางทั้งหมด

นักกีฬาฟุตบอลชายทีมชาติไทย ทั้งหมด จะรวมตัวกันที่ ท่าอากาศยาน นานาชาติสุวรรณภูมิ ในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น. เพื่อเตรียมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และทำการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่มบี นัดที่เจ็ด ที่จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ที่สนาม ไซตามะ สเตเดียม ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 17.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นเร็วกว่าประเทศไทยสองชั่วโมง

ตรวจความพร้อม “ไทย” ปะทะ “ซาอุดิอาระเบีย”

ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่มบี ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เวลา 19.00 ทีทชาตื “ไทย” จะเปิดบ้านรับมือ ทีมชาติ “ซาอุดิอาระเบีย” ความพร้อมของทีมเจ้าบ้าน “ไทย” ของซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประกาศตัดตัว นักเตะ 5 คน ออกจากทีมชุดนี้ได้แก่ จอร์นาตา แวร์ซูรา , นูรูล ศรียานเก็ม , ธนา ชนะบุตร ,รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก และ ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร ขณะที่อีก 23 ขุนพล ล้วนเป็นขุนพลเก่าของซิโก้แทบทั้งหมด โดยจะมีหน้าใหม่เพิ่มเข้ามาแค่คนเดียวเท่านั้น คือ วัฒนา พลายนุ่ม

11 ตัวจริงที่คาดว่า “ซิโก้” จะใช้งานในเกมนี้ น่าจะใช้ระบบ 3-4-1-2 เหมือนเกมเสมอออสเตรเลีย โดยมี กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เฝ้าเสา เซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 คน ฝั่งซ้ายใช้ กรวิทย์ นามวิเศษ ขวาเป็น อดิศร พรหมรักษ์ ตรงกลางใช้ ประทุม ชูทอง วิงแบ็กซ้ายให้ ธีราทร บุญมาทัน สวมปลอกแขนกัปตันทีม ฝั่งขวามี ทริสตอง โด โดยมี ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กับ วัฒนา พลายนุ่ม เป็นคู่มิดฟิลด์ตัวรับ ปล่อยให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำเกม โดยมี อดิศักดิ์ ไกรษร กับ ธีรศิลป์ แดงดา ด้านฝั่งทีมเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” ของเบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ กุนซือชาวดัชต์ ตอนนี้เป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี พวกเขา ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 มี 10 แต้มเท่ากับญี่ปุ่น แต่ได้เปรียบที่ลูกได้เสียที่ดีกว่า 1 ลูก ดังนั้นเกมจึงมาเพื่อเก็บสามแต้มให้ได้ และต้องเอาชนะให้ได้หลายๆลูกด้วย ถ้าอยากจะได้เปรียบเรื่องลูกได้เสีย

โดยเกมนี้หมดสิทธิ์ใช้งาน 3 นักเตะตัวหลักอย่าง โอซามะห์ เฮาซาวี, ฮัสซัน มุอ๊าต ที่ติดโทษแบน และ ฟาฮัด อัล มูวาลัต ที่ยังไม่เต็มร้อยร้อย อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ หัวหอกตัวหลัก โมฮัมเหม็ด อัล ชาลาวี่ วัย 30 ปีจากสโมสร อัล นาสเซอร์ ผู้มีสถิติทำไป 26 ประตู จาก 28 นัดในนามทีมชาติ จะมีชื่อกลับมาล่าตาข่ายให้ทีมได้ในแมตช์นี้ หลังจากเกมที่ริยาด ไม่มีชื่อของเขาเจอกับไทย รวมไปถึงแกนหลักรายอื่นที่น่าสนใจ ไทซา อัล จัสซิม กองกลางวัย 32 ปีที่เล่นให้ทีมชาติไปแล้ว 114 นัด หรือ ยาย่า อัล เชห์รี่ มิดฟิลด์ จากอัล นาสเซอร์

ฟุตบอลต้องอยู่กับปัจจุบัน!!

หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวหมดเวลาการแข่งขัน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา ท่ามกลางความผิดหวังของแฟนบอลชาวไทย ที่ “แข้งช้างศึก” เป็นฝ่ายแพ้ “เศรษฐีน้ำมัน” ซาอุดิอาระเบีย 0-3 ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ส่งผลให้ถึงตอนนี้ ผ่านไปแล้ว 6 เกม ทีมชาติไทย เก็บได้เพียงแต้มเดียว อยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่มบี และนั่นทำให้โอกาสในการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย ดูริบหรี่ลงไปอีก โดยตลอด 90 นาที เชื่อเหลือเกินว่า แฟนๆคงอึดอัดกับรูปเกมที่มีความผิดพลาดของนักเตะไทยเกือบตลอดทั้งเกม ไม่เถียงครับว่าแข้งช้างศึกยังกระหาย และวิ่งลืมตายเหมือนเดิม แต่จังหวะจ่ายบอลทีเด็ดทีขาดของเราแถบไม่มีเลย จนเป็นผลให้มีโอกาสลุ้นเข้าทำในเกมนี้เพียงไม่กี่ครั้ง

กลับกันพูดกันตามตรง ซาอุดิอาระเบีย ก็ไม่ได้มีอะไรที่เลิศหรู เพียงแต่จังหวะทีเด็ดทีขาดเขาแน่นอนมาก ไม่ว่าจะเป็นประตูแรกที่ทำได้ จากการวางบอลเข้าเขตโทษให้ โมฮัมเหม็ด อัล ชาห์ลาวี่ จบซึ่งนั่นเป็นโอกาสเดียวในครึ่งแรกที่ “เศรษฐีน้ำมัน” ซัดตรงกรอบ ขณะที่ในครึ่งหลัง ทีมจากตะวันออกกลาง หันมาเล่นเกมรับแล้วโต้กลับ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ เมื่อสามารถบวกประตูเพิ่มในช่วงท้ายเกม จากการจ่ายบอลที่เด็ดขาดเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนเปลี่ยนเป็นประตูได้ ผิดกับของเราที่เคาะบอลกันไปมาก่อนจะมาเสียในจังหวะสุดท้าย อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในเกมนี้ ก็คือเรื่องฟอร์มของนักเตะไทย บางรายดูขาดความมั่นใจไม่เหมือนก่อน ออกบอลแต่ละทีนี่เล่นเอาลุ้นเหนื่อย หรือภาษาบ้านๆก็คือฟอร์มไม่ดีนั่นเอง แต่ยังคงได้รับโอกาส ซึ่งเรื่องนี้ขัดใจบรรดาแฟนบอลมาอย่างต่อเนื่อง และดูทีท่าจะเป็นแบบนี้ต่อไป

คำถามคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชใหญ่ทีมชาติไทย ทำไมไม่ให้โอกาสนักเตะที่กำลังโชว์ผลงานได้ดีในเกมลีกมาติดทีม หลายคนโดดเด่นขึ้นมา แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล ขณะที่นักเตะคู่บารมีหลายรายที่ระดับสโมสรแม้จะเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ลงบ้างไม่ลงบ้าง ยังคงมีชื่อติดทีมอยู่เสมอ ผิดกับหลายๆชาติที่เลือกผู้เล่นเข้ามาติดทีมด้วยตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดในเวลานั้นๆ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือคู่แข่งร่วมกลุ่มอย่าง “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น ที่ตัดสินใจดร็อป เคสุเกะ ฮอนดะ และ ชินจิ โอคาซากิ สองสตาร์ดังที่แม้จะค้าแข้งอยู่ในเวทียุโรป แต่เมื่อฟอร์มไม่ดีก็ต้องหลุด ในเกมบุกไปเอาชนะ ยูเออี 2-0 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา แถมนักเตะที่ได้รับโอกาสแทนอย่าง ยูยะ คุโบะ กองหน้าดาวรุ่งที่กำลังฟอร์มฮอต ซัดไป 5 ประตู จาก 7 นัด กับ เกนท์ ต้นสังกัดในลีกเบลเยียม รวมถึง ยาสุยูกิ คอนโนะ กองกลางจอมเก๋าของ กัมบะ โอซาก้า ที่หลุดทีมชาติไปนานร่วมปี แต่เมื่อโชว์ฟอร์มกับต้นสังกัดดีก็ถูกเรียกตัวมาติด ต่างทำประตูได้ในเกมนี้ทั้งคู่