อาถรรพ์ลี้ลับคำชะโชด ต้นตาลทับแม่ลูกดับที่นครพนม

ลือสะพัดในโลกโซเซียล อาถรรพ์ลี้ลับคำชะโชด แม่ลูกต้นตาลล้มทับเสียชีวิตในวัดพระธาตุพนม จากกรณีต้นตาลสูง 25 เมตร ภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ขณะเกิดลมพายุฤดูร้อน ล้มทับสองแม่ลูกช่างถ่ายภาพภายในเต็นท์ชั่วคราวในวัดเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น โดยมีเสียงร่ำลือสะพัดในโลกโซเซียลออนไลน์ เชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากความอาถรรพ์ที่ผู้เสียชีวิตทั้งคู่ หลังนำเอารูปปั้นพญานาคที่ญาตินำมาจากคำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี มาบูชา

น.ส.ราตรี วัย 29 ปี สาวกู้ภัยธาตุพนม กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุต้นตาลล้มทับ นายพิชญ์และนางนิภาพร ตนได้ยินเสียงวิทยุขอความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจึงไปกู้ร่างนายพิชญ์ ที่บาดเจ็บสาหัสออกจากซากต้นตาล ขณะทำการช่วยเหลือนายพิชญ์ได้จับมือตนไว้แน่น พร้อมกับพูดตนทำนองว่า “ข่อยบอกแล้วมันมาเอาข่อยจนได้” จากนั้นตนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก กระทั่งนายพิชญ์เสียชีวิต ขณะแพทย์ปั้มหัวใจช่วยชีวิต นางนิภาพร ผู้เป็นมารดาเสียขณะนำส่งโรงพยาบาล

สาวกู้ภัยวัย 29 ปี ระบุว่า หลังเกิดเหตุได้นำศพสองแม่ลูกไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่ บ.ดอนแดง ต.ธาตุพนม บ้านของผู้ตาย กระทั่งมีเสียร่ำลือในงานศพว่า มีป้าของนายพิชญ์ซึ่งเป็นพี่สาวของมารดาผู้ตาย ได้เดินทางไปที่คำชะโนดหลายเดือนผ่านมาแล้ว โดยผู้เป็นป้าคนนี้ได้ไปเอารูปปั้นพญานาคจากคำชะโนดมา ต่อมานายพิชญ์ซึ่งอยู่บ้านหลังเดียวกันกับผู้เป็นป้า ได้ขอเอาพญานาคไปขึ้นหิ้งไว้บูชา เชื่อกันว่าน่าจะเกิดอาถรรพ์ที่นายพิชญ์และมารดาผู้ตาย นำรูปปั้นดังกล่าวมาไว้ในบ้านโดยไม่บอกกล่าว แม้ผู้เป็นป้าจะเป็นผู้นำมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม เชื่อกันว่าถ้าผู้ใดครอบครองอาจมีอันเป็นไป ขณะที่ หลังพิธีฌาปนกิจศพสองแม่ลูกในวันนี้เสร็จสิ้น ญาติจะนำรูปปั้นพญานาคไปคืนที่คำชะโนด ตามคำแนะนำของพระสงฆ์รูปหนึ่งที่มาบอก

อัยการชี้ขอส่งตัว “บอส” เป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้หากมีเจตนาหนี

อธิบดีอัยการต่างประเทศ ชี้ สามารถขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ หลัง “บอส” เบี้ยวนัดและมีเจตนาหลบหนี นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เปิดเผยภายหลัง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส เลื่อนการส่งตัวฟ้องศาลในวันนี้หลังส่งทนายความมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีออกไปโดยอ้างเหตุติดการทำธุรกิจในประเทศต่างๆ โดย ระบุว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ชัดเจนว่าหากมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา ต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ตัวมาดำเนินคดีและหากอยู่ต่างประเทศก็จะต้องดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

ซึ่งตามขั้นตอนพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบสำนวนต้องแจ้งพนักงานสอบสวนติดตามตัว โดยส่งคำขอไปยังศาลว่าผู้ต้องหามีเจตนาหลบหนีขอศาลออกหมายจับ และเมื่อศาลออกหมายจับแล้วจะต้องติดตามจับให้ก่อนคดีขาดอายุความ และหากผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศ ตำรวจต้องสืบสวนให้ชัดเจนก่อนว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ที่ใด และอยู่ในประเทศอังกฤษ ตามที่นำเสนอในข่าวหรือไม่

โดยประเทศอังกฤษ มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พนักงานสอบสวนจึงต้องส่งเรื่องนี้ให้อัยการสำนักงานต่างประเทศ ส่งเรื่องผ่านกระทรวงการต่างประเทศ และหากเรื่องถึงประเทศอังกฤษ ทางประเทศอังกฤษ ก็จะมีการพิจารณาอีกว่า คดีนี้ขาดอายุความตามกฎหมายไทยแล้วหรือไม่และข้อหาที่เกิดขึ้นต้องเป็นความผิดทางอาญามีกำหนดไว้ในประเทศอังกฤษด้วย และจะพิจารณาหมายจับของศาลไทย หากเข้าเงื่อนไขทางประเทศอังกฤษก็จะออกหมายจับและจับกุมทันที

เด็ก 4 คนกำพร้าแม่-พ่อทิ้ง ญาติเลี้ยงตามสภาพ

เด็ก 4 คนกำพร้าแม่-พ่อทิ้งญาติเลี้ยงตามมีตามเกิด พื้นที่ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล วอนสังคมช่วยเหลือ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด.ต.ยุทธ ตาเอ็น ตำรวจ สภ.ละงู เดินทางไปเยี่ยมเด็กกำพร้าชาย 4 คน อายุ 13 ปี , อายุ 12 ปี ,อายุ 6 ปี และ อายุ 4 ปี ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล ซึ่งมีการโพสต์แชร์ว่า อยากให้สังคมหันมาเหลียวแลและยื่นมือให้ความช่วยเหลือน้อง ๆ ทั้ง 4 คน ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าแม่ ที่หนีไปมีครอบครัวใหม่ และพ่อมีฐานะยากจนไม่ได้อยู่ด้วยกัน จึงเดินทางมาเยี่ยมและดู เพื่อให้กลุ่มสมาชิกเพื่อนๆ ที่เป็นนักปั่นจักรยาน จัดกิจกรรมเพื่อหาทุนช่วยเหลือน้องๆ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ อ.ละงู เหมือนกันเพื่อแบ่งปันน้ำใจ

นางสาววันวิสา แซะอาหลี น้าที่ดูแล ยอมรับว่า ทุกวันนี้ทางจังหวัดให้ความช่วยเหลือเดือนละ 2,000 บาท ให้กับเด็ก ๆ 4 คน หากถามว่าพอไม่ บอกเลยว่าไม่พอ และนี่ก็ใกล้จะเปิดเทอมมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ เพื่อนบ้านก็ยื่นมือมาช่วยเหลือ ซึ่งทางจังหวัดได้บอกว่ากำลังเดินเรื่องให้ความช่วยเหลือให้ได้ทั้ง 4 คน เพื่อให้เด็ก ได้มีเสื้อผ้า มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้

นายธานี หะยีมะสา นายอำเภอละงู และนายวินัย นุ้ยไฉน กำนันตำบลปากน้ำ หลังทราบข่าวไปเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือครอบครัวเด็กกำพร้า อยู่บ้านเลขที่ 157 หมู่ที่ 4 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ได้นำสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และบริจาคเงินให้กับพี่คนโต เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และจะดำเนินการขอความช่วยเหลือจากสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสตูล และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสตูลต่อไป ประสงค์ที่จะร่วมบริจาค โอนเงิน ได้ที่ นางสาววันวิสา แซะอาหลี หมายเลขบัญชี 985-3-64769-9 ธนาคารกรุงไทย สาขาละงู

รวบแล้ว! เมียหลวงโหดแทงผัวตายคาถนน ส่วนกิ๊กสาวบาดเจ็บ

ตำรวจตามรวบ “เมียหลวง” หึงโหด จับได้ผัวมีกิ๊ก บันดาลโทสะแทงผัวตาย หลังถูกจับสภาพจิตใจย่ำแย่ พูดแต่เพียง “ไม่ได้ตั้งใจ” เมื่อเวลา 17.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีเหตุ นายเศกศร มัติโก อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/2 หมู่ 7 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ถูกแทงเสียชีวิต และ นางสาวณัฏฐนันท์ เปล็นรัมย์ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 2 ตำบลหนองแวง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้รับบาดเจ็บภายในนิคมอุตสาหกรรมหน้าบริษัท  คาวาซูมิ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นั้น

ต่อมา พ.ต.อ.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย รอง ผบก.ฯ รรท.ผกก.สภ.คลองหลวง พ.ต.ท.นิมิตร นูโพนทอง รอง ผกก.สส.สภ.คลองหลวง พ.ต.ท.จิรวัฒน์ เปี่ยมปิ่นเศรษฐ สว.สส.สภ.คลองหลวง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง ได้ร่วมกันจับกุม นางสาวพนาวรรณ นพสันเที๊ยะ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32 ม.10 ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ (ผู้ต้องหา) และเป็นภรรยานายเศกศร มัติโก อายุ 27 ปี ผู้เสียชีวิต ได้ที่ห้องญาติซึ่งอยู่ในเคหะชุมชนคลองหลวงตึกที่ 1 ซอยโรงแรมแมนฮัตตัน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมอาวุธมีดทำครัว 1 เล่ม ซุกซ่อนอยู่บริเวณที่ใส่ของหน้ารถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าคลิก หมายเลขทะเบียน อยห 337 กรุงเทพมหานคร

ด้าน พ.ต.อ.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย รอง ผบก.ฯ รรท.ผกก.สภ.คลองหลวง  กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาภายในครอบครัว ผู้ต้องหาเป็นภรรยาของของผู้ตายซึ่งมีความโกรธสามีที่ไปมีผู้หญิงอื่น และขณะนี้ทางด้านผู้ต้องหาซึ่งมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่พูดแต่เพียงว่าตนเองไม่ได้ตั้งใจ และได้นำตัวนางสาวพนาวรรณ นพสันเที๊ยะ (ผู้ต้องหา) ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

มอบตัวแล้ว! พ่อเลี้ยงหื่น ข่มขืนลูกเลี้ยงวัย 13 ปี จนตั้งท้อง

ตำรวจไล่ล่าตัวพ่อเลี้ยงหื่น ก่อนสุดท้ายติดต่อเข้ามอบตัว พร้อมอ้างเด็กเป็นใจไม่ได้ข่มขืน ที่สถานีตำรวจภูธรพรานกระต่าย นายนพดล อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีข่มขืนเด็กอายุ 13 ปี ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงท้อง 6 เดือน ได้ให้แม่ของตนติดต่อขอมอบตัว หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่ากดดันอย่างหนัก

จากกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ร้อยตำรวจเอก ชูเกียรติ น้ำเงิน พนักงานสอบสวน รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพรานกระต่าย ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จาก นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี  เป็นแม่ของเด็กหญิงบี (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี ลูกสาวของตนได้ถูก นายนพดล ส่องแสงอายุ 29 ปี ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงข่มขืนนานนับปี โดยข่มขู่ไม่ให้บอกใคร จนความแตกท้อง 6 เดือน ซึ่งทางแม่เด็กได้คุยกับทางหมอพร้อมขอทำเรื่องขอยุติการตั้งครรภ์ และฌาปนกิจศพทารกไปแล้ว

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไล่กดดันตามตัวจนพบ โดยนายนพดลได้ให้แม่ของตัวเองติดต่อขอมอบตัวที่จุดตรวจตำบลท่าไม้ หมู่ที่ 12  ต.ท่าไม้ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร และควบคุมตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เด็กมีใจให้ ไม่ได้ข่มขืนเป็นการสมยอม ที่ต้องหลบหนีเพราะตกใจกลัว นอกจากนี้ก็ไม่เคยมีลูกมาก่อน มารู้จากข่าวว่าเด็กที่เอาออกอายุ 6 เดือน เป็นผู้ชาย รู้สึกเสียดายอยากให้เขาเกิดมา และคิดว่าหนีไปก็คงไปไม่รอด จึงติดต่ออยากจะมอบตัว

สิ้น “นากจินนี่” เหตุท้องเสียหนัก กินปูเค็มที่มีคนโยนให้

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก สุธาสินี อินทน์จันทน์ แจ้งข่าวว่า นากจินนี่ นากเพศเมียแสนรู้แห่งสวนสัตว์เทศบาลนครนครปฐม หรือ สวนสัตว์สนามจันทร์ ตายลงแล้ว หลังจากท้องเสียอย่างหนัก โดยมีสาเหตุมาจากอาหารหรือเศษอาหารที่ประชาชนโยนมาให้กิน โดยระบุว่า

“#ชมรมคนรักสวนสัตว์เทศบาลนครปฐม# ทางชมรมขอประกาศกับประชาชนที่มาเที่ยวสวนสัตว์สนามจันทร์ขอความกรุณา”งดให้อาหารกับสัตว์” (ทุกกรง) เนื่องจากมีประชาชนบางคนที่ไม่เคารพกฎให้อาหารที่ไม่ถูกชนิดกับ “นากจินนี่” จึงทำให้นากกินเข้าไปแล้วท้องเสียขั้นรุนแรงและ”ตาย” ทางชมรมจึงขอความร่วมมือกับประชาชนที่มาเที่ยว ของดการให้อาหารกับสัตว์ทุกกรงนะคะ ทางชมรมไม่อยากให้สัตว์ต้องล้มป่วยตาย เพราะฝีมือของคนบางคนที่ไม่เคารพกฎ ซึ่งทางชมรมและเทศบาลก็ได้ติดป้ายไว้แล้ว

ทางชมรมอยากให้สัตว์อยู่กับพวกเราไปนานๆให้เด็กๆมาเรียนรู้นอกห้องเรียน ขอความกรุณานะคะช่วยกันบอกต่อถ้ามาเที่ยวแล้วเห็นคนที่ไม่เคารพกฎด้วยนะคะ อย่าทำร้ายพวกเค้าด้วยความหวังดีกันอีกเลยนะคะ” ทั้งนี้ ได้มีคนเข้าไปแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนากจินนี่ ซึ่งผู้โพสต์ก็ตอบว่ามีคนไร้จิตสำนึกเอาปูเค็มให้จินนี่กิน จนท้องเสียขั้นรุนแรง

สุดเศร้า หลานกตัญญู 10 ขวบ ลากย่าหนีไฟไหม้ สุดท้ายถูกคลอกดับคู่

บรรดาญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้บ้านของชาวเขาเผ่าม้ง บ้านแสงไทร ต.ขุนควร อ.ปง จ.พะเยา  เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นเหตุทำให้สองย่าหลาน เสียชีวิตในกองเพลิง  ต่างได้ร่วมกันทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตทั้งสอง ซึ่งเป็นไปตามประเพณีความของชาวเขาเผ่าม้ง ที่ต้องการให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตกลับบ้านเกิด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.30 น. ได้เกิดเพลิงไหม้บ้านของนายเลา อายุ 79 ปี เป็นเหตุให้นางช้าง อายุ 70 ปี  ภรรยาของนายเลา ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง และ ด.ช.เกรียงไกร อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหลาน ถูกไฟคลอกเสียชีวิตทั้งคู่

ด.ช.ไกรวิทย์  เล่าให้ฟังว่า  ขณะนอนหลับอยู่กับปู่  ตนเองรู้สึกร้อนที่ปลายเท้า  ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา  เห็นไฟกำลังโหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว โดยต้นเพลิงมาจากห้องนอนของย่ากับน้องชาย  และไม่สามารถหนีออกทางประตูบ้านได้ เนื่องจากถูกไฟไหม้อย่างหนัก  ก่อนจะเรียกปู่ให้ตื่น โดยปู่ได้ใช้เท้าถีบฝาผนังบ้านจนพังเป็นช่อง เพื่อจะพากันหนีออกไปจากตัวบ้าน  แต่ในขณะนั้นตนเองเห็นน้องชายที่กำลังสำลักควันฟกำลังพยายามดึงร่างของผู้เป็นย่าที่ไม่รู้สึกตัว เพื่อให้พ้นจากกองเพลิงที่กำลังโหมไหม้ ก่อนที่น้องชายจะล้มฟุบลงไป และทั้งสองถูกไฟคลอก

ตนเองจึงได้ตัดสินใจหนีออกมานอกตัวบ้านพร้อมกับปู่  ก่อนที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาช่วยกันดับไฟ  บ้านก็ถูกไฟไหม้มอดไปทั้งหลังพร้อมๆ กับย่าและน้องชาย ซึ่งขณะนี้ ด.ช.ไกรวิทย์ ยังอยู่กับอาการตกใจ และรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาได้มีการเปิดพัดลมให้กับนางช้าง และคาดว่าน่าจะเกิดความร้อนสะสม ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นดังกล่าว

โชเฟอร์แท็กซี่หื่น! ซ้อม-ข่มขืนสาวบราซิล ก่อนทิ้งกลางทุ่งนา

สาวชาวบราซิลวัย 22 ปี เรียกแท็กซี่หน้าสนามบินดอนเมือง ไปหาเพื่อนที่ทองหล่อ แต่กลับถูกโชเฟอร์พาไปสุพรรณบุรี ก่อนข่มขืนและทำร้ายร่างกาย ล่าสุดจับกุมตัวได้แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาว่า พบหญิงสาวชาวต่างชาติถูกข่มขืนอยู่ในสภาพได้รับบาดเจ็บ ในพื้นที่หมู่ 8 ต.ทุ่งคอก พลเมืองดีนำตัวส่ง รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 อ.สองพี่น้อง

จากการสอบสวน สาวนักท่องเที่ยวผู้เคราะห์ร้ายชาวบราซิล วัย 22 ปี ให้การว่า นั่งเครื่องบินมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลา 10.30 น. มาลงที่สนามบินดอนเมือง เวลา 13.30 น. วันที่ 25 เม.ย. เพื่อมาพบเพื่อนที่บินล่วงหน้ามาก่อนแล้ว หลังออกจากสนามบินได้เดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามและเรียกแท็กซี่สีเหลืองคาดเขียวให้มาส่งที่ซอยทองหล่อ ซึ่งช่วงนั้นยังสามารถติดต่อกับเพื่อนชาวต่างชาติทางไลน์ที่รออยู่ที่ซอยทองหล่อ แต่หลังจากขึ้นนั่งรถแล้วไม่สามารถติดต่อเพื่อนได้อีก

โดยแท็กซี่ได้พาอ้อมออกมาชานเมืองทางด้าน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม กระทั่งเข้าเขตพื้นที่หมู่ 8 ต.ทุ่งคอก คนขับแท็กซี่ได้พาเข้าไปในเส้นทางกลางทุ่งนา จากนั้นจอดรถแล้วพยายามลวนลาม พอขัดขืนกลับถูกทำร้ายทุบตีอย่างหนัก พยายามต่อสู้จนหมดแรงจึงถูกคนร้ายลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ แล้วทิ้งตนไว้ในที่เกิดเหตุก่อนหลบหนีไป จนมีชาวบ้านมาพบแล้วช่วยพาส่งโรงพยาบาล ต่อมา พลตำรวจตรี สุคุณ พรหมายน ผู้บังคับการตำรวจภูธร จว.สุพรรณบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาที่ รพ. เพื่อสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมสเก็ตช์ภาพคนร้ายและสั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจสอบสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ เพื่อติดตามตัวคนร้ายดำเนินคดีต่อไป โดยล่าสุดมีรายงานว่า สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้แล้ว

โจ๋ปาระเบิดใส่สน.ห้วยขวาง สารภาพแค้นแทนเพื่อนถูกจับเมาแล้วขับ

จากกรณีที่มีกลุ่มวัยรุ่น 3 คน โยนระเบิดริมถนนหน้า สน.ห้วยขวาง แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. โดยลักษณะกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 3 คน ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ มาด้วยกัน 1 คัน มาจากถนนประชาสงเคราะห์ เข้ามาภายในซอย 32 ผ่านหน้า สน.ห้วยขวาง จังหวะขับผ่านคนซ้อนท้ายได้โยนวัตถุระเบิดลงริมถนนแล้วเกิดระเบิดขึ้นเหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. บริเวณหน้า สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว นายเอกชัย หรือ แก๊ป อายุ 21 ปี (คนโยนระเบิด) นายทศพล หรือ ต้า อายุ 27 ปี คนขับรถ นายณัฐพงษ์ หรือ โจ อายุ 21 ปี คนซ้อน 3 ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 1015-1016-1017/2560 ลงวันที่ 25 เมษายน 2560 ข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิด และทำให้เกิดระเบิด ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 26 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย พร้อมของกลาง เสื้อกางเกงในวันก่อเหตุ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเอ็มเอสเอ็กซ์ 125 สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ประทัดขนาดเล็ก (ปิงปอง) จำนวน 20 ลูก

จากการสอบถาม นายเอกชัย ให้การรับสารภาพว่า ทำไปด้วยความคึกคะนอง เนื่องจากนายโจที่เป็นเพื่อนสนิท ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง จับกุมข้อหาเมาแล้วขับ ในวันสงกรานต์ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา จนเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ตนดื่มสุราจนมึนเมา แล้วนำวัตถุระเบิดที่ทำขึ้นมา เดินทางไปหานายโจที่คอนโดฯ แต่มีเพื่อนของนายโจอยู่ด้วย จึงชักชวนกันไปก่อเหตุดังกล่าว พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การยอมรับสารภาพตลอดทั้งข้อกล่าวหา โดยมีนายแก๊ปเป็นผู้ประกอบระเบิด และเป็นผู้โยนระเบิด ก่อนนายแก๊ปจะชวนนายโจและนายต้ามาด้วย

ลูกเขยยิงพ่อตาดับ แค้นถูกบอกให้เลิกยุ่งกับลูกสาว

ลูกเขยวัย 31 ปี บุกยิงพ่อตาถึงบ้านจนเสียชีวิต หลังถูกกีดกันไม่ให้คบกับลูกสาว เพราะเห็นว่าฝ่ายชายไม่ทำงานทำการ ทั้งยังยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุมีคนยิงกันจนมีผู้เสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดยในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบศพ นายแปลกเพชรศรี อายุ 60 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงเข้าที่บริเวณท้ายทอย 1 นัด กลางหลัง 4 นัด นอนเสียชีวิตที่โต๊ะม้าหินข้างบ้านหลังเกิดเหตุ

จากการสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่นายแปลก นั่งกินกาแฟอยู่ที่โต๊ะม้าหินข้างบ้าน ได้มี นายศุภกิจ ทองดีเพ็ง อายุ 31 ปี ลูกเขย ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อนเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน แล้วเดินเข้าไปยิงใส่ นายแปลก 5 นัด เสียชีวิตทันที

สาเหตุคาดว่านายศุภกิจ จะโกรธแค้นที่ก่อนหน้านี้ นายแปลก ได้ให้ลูกสาวเลิกกับนายศุภกิจ เนื่องจากเห็นว่านายศุภกิจ ไม่ทำงานทำการและยังยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.นาขยาด ได้เข้าไปตรวจสอบที่บ้านของ นายศุภกิจ ในพื้นที่ อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ปรากฏว่าไม่พบตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงกระจายกำลังติดตามตัวนายศุภกิจ เพื่อนำตัวมาสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป